แนวโน้มกำไรปี 2559 สดใส แต่ทรงตัวในปี 2560
ประเด็นการลงทุน
SC มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการปี 2559 ได้ 8% กอปรกับมูลค่าหุ้นที่ถูกอย่างไม่สมเหตุสมผล โดยซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ปี 2559 อยู่ 8% และบริษัทไม่มีความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ดวยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 (คิดด้วยวิธี SOTP) 3.60 บาทต่อหุ้น (จาก 3.40 บาท สะท้อนการปรับเพิ่มกำไรปี 2559) อ้างอิงจากเป้าหมาย PER ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่ 7 เท่า (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปี 2549-2558) และมูลค่าเช่าตลาดที่ 0.7 บาท (คิดลด 50%)
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2559 แต่ปรับลดประมาณการปี 2560
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2559 ขึ้น 4% แต่ปรับลดประมาณการปี 2560 ลง 2% โดยเรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่ออัตรากำไรขั้นต้นของการขายที่อู่อาศัยในปี 2559-2560 (ปรับเพิ่มขึ้นจาก 33.2% เป็น 34.4% ในปี 2559-2560 หลังจากที่ SC พิสูจน์ให้เห็นถึงอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาฯ ที่แข็งแกร่งที่ 34.9% ในปี 2558 (เพิ่มขึ้น 0.5% YoY แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอนสูงในปีที่ผ่านมา) เราคงรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยเติบโต 8% ในปี 2559 และ 7% ในปี 2560 โดยบริษัทมีความชัดเจนของรายได้จากการขายอสังหาฯ ในปี 2559 ค่อนข้างสูง จากยอดขายรอรับรู้รายได้ที่ประกัน 34% ของมูลค่ารายได้ที่เราประมาณการ ซึ่งนับว่าสูงมากเนื่องจากบริษัทมีกลยุทธ์การสร้างก่อนขายสำหรับโครงการที่อยู่อาศัแนวราบ และมีแผนเริ่มโอนคอนโดในทำเลดีอีก 2 แห่งในครึ่งแรกของปี 2559 (เซนทริค ห้วยขวาง มูลค่าโครงการรวม 2.9 พันล้านบาท จองแล้ว 71%) และเซนทริค อารีย์ (มูลค่า 2.7 พันล้านบาท จองแล้ว 96%) อย่างไรก็ตาม เราตั้งสมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมที่กำไรหลักเติบโตเพียง 2% ในปี 2560 เพื่อสะท้อนความชัดเจนของรายได้ที่ต่ำลง (ยอดขายรอรับรู้รายได้ประกัน 11% ของประมาณการรายได้ปี 2560)
แผนธุรกิจปี 2559 รุกต่อเนื่อง
บริษัทคาดเปิดตัวโครงการใหม่จากมูลค่า 12 พันล้านบาทในปี 2558 เป็น 23 พันล้านบาทในปี 2559 อัตราการเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 127% YoY ที่ 13 พันล้านบาท มูลค่าโครงการคอนโดเติบโต 66% ที่ 10.5 พันล้านบาท ผู้บริหารตั้งเป้ายอดจองซื้อเติบโต 20% ที่ 15 พันล้านบาทในปี 2559 เพิ่มขึ้น 11% YoY จากยอดจองซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบและเพิ่มขึ้น 35% สำหรับคอนโด ในมุมมองของเรา บริษัทมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายยอดจองซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ จากการเติบโต 11% ในปี 2559 จากการเปิดตัวโครงการที่มากขึ้นและการพิสูจน์แล้วว่าปี 2558 สามารถมียอดขายแนวราบเติบโตได้ถึง 18%
อย่างไรก็ตาม หากอัตราการจองซื้อคอนโดหรู 2 แห่งเปิดใหม่ในปี 2559 (BEATNIQ, มูล่ค่าโครงการ 4 พันล้านบาทและคอนโดใหม่ย่านชิดลม มูลค่าโครงการ 6.5 พันล้านบาท) ต่ำกว่า 50% เราคาดยอดจองซื้อมีโอกาสเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายในปี 2559 ได้บ้างเป็นตัวเลขหลักเดียว ทั้งนี้บริษํทตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโตค่อนข้างอนุรักษ์นิยม 7% หรือที่ 15 พันล้านบาทในปี 2559 (94% มาจากรายได้โครงการที่อยู่อาศัยและ 6% มาจากรายได้ค่าเช่า) โดยความชัดเจนของรายได้ค่อนข้างสูง จากการประกัน 38% จากยอดขายรอรับรู้รายได้ของคอนโดและรายได้ที่สม่ำเสมอจากค่าเช่าสำนักงาน
มุ่งรายได้รวม 20 พันล้านบาทในปี 2562 และอัตรากำไรสุทธิขยายตัวมากขึ้น
ผู้บริหารยืนยันแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพในระยะยาว ดังนั้น บริษัทคาดรายได้รวมปี 2562 อยู่ที่ 20 พันล้านบาท (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 13%) บริษัทวางแผนจะเป็นผู้นำในกลุ่มบริษัทที่อยู่อาศัยระดับสูง (ราคาขายสูงกว่า 15 ล้านบาท/หน่วย) นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่างมากขึ้น (ราคาขายที่ 3-5 ล้าน/หน่วย) จากสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำปี 2558 เป็น 10% ในปี 2562 ที่สำคัญเป้าหมายอัตรากำไรสุทธิคาดดีขึ้นจาก 12.8% เป็น 15.0% ในปี 2562 จากการลดลงของอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย(ฟื้นตัวจากระดับสูงสุดที่ 22.5% ในปี 2556 อยู่ที่ 19.3% ในปี 2558 และตั้งเป้า 19.0% ในปี 2559) รายได้ประกอบด้วย รายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัย 95% และรายได้ค่าเช่า 5%









