ประเด็นหลักจากโรดโชว์
ประเด็นการลงทุน
เราพาผู้บริหารเข้าร่วมโรดโชว์ที่สิงคโปร์ โดยรวมกระแสตอบรับจากนักลงทุนค่อนข้างดี โดยนักลงทุนยังพอใจกับการเพิ่มขึ้นของกำไรหลักที่แข็งแกร่งของบริษัท รวมถึงกลยุทธ์ที่เน้นการเติบโตจากธุรกิจหลักมากกว่าการเข้าซื้อกิจการ นักลงทุนส่วนมากยังมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับแนวโน้มของค่าการกลั่น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันเบนซิน (แต่ยังคงเฝ้าระมัดระวังตลาดโพรพิลีน เนืองจากปริมาณอุปทานใหม่ที่สูงขึ้นและ GDP ที่ชะลอตัวจีน) เราสรุปประเด็นหลักจากโรดโชว์ตามรายละเอียดด้านล่าง
โครงการ UHV ใกล้เสร็จสมบูรณ์ แต่สัดส่วนการผลิตคาดได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 2/59
นักลงทุนให้ความสนใจในโครงการ UHV จำนวนมาก ที่ซึ่งบริษัทจะมีการทดลองระบบภายในสัปดาห์นี้และคาดกำลังการผลิตค่อยๆ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/59 สัดส่วนการผลิตน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 31% (จากเดิม 21%) ของการผลิตรวม รวมถึงมีโพรไพลีนเพิ่ม 6% ในขณะที่สินค้าที่มีมูลค่าต่ำอย่างน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเตาจะถูกลดสัดส่วนลงเหลือ 10% และ 8% จาก 14% และ 23% ตามลำดับ ผู้บริหารชี้ว่า หน่วยการผลิตถูกออกแบบมาค่อนข้างยืดหยุ่น โดยสามารถปรับสัดส่วนการผลิตน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นได้เป็น 33% อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันเบนซินมากขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดีการปรับการผลิตจะสามารถสรุปได้เมื่อโครงการ UHV สามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 2-3 เดือน
แนวโน้มค่าการกลั่นรวมเฉลี่ยและเป้าผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่ 14%
นักลงทุนค่อนข้างพอใจสำหรับเป้าหมายที่ชัดเจนของบริษัทที่ 14% เทียบกับ 8% ในปี 2558 แต่กังวลว่าถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงจะกระทบต่อการที่บริษัทจะบรรลุเป้าดังกล่าวได้ ผู้บริหารกล่าวถึง การขยายสายการผลิต PP และโรงงาน PP ใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงก.ค. 2560 ซึ่งจะเพิ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางของบริษัทเป็น 60% ของผลผลิตรวม ก็เพื่อรับมือกับช่วงขาลงของราคาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้บริษัทยังวางแผนลดขาดทุจากการใช้เชื่อเพลิงจาก 6% เป็น 3% ซึงน่าจะมีผลให้อัตรากำไรสูงขึ้น ดังนั้น ผู้บริหารชื่อว่า ค่าการกลั่นรวมเฉลี่ยจะทรงตัวอย่างน้อยอยู่ที่ 14-15 เหรียญดอลลาร์/บาร์เรล
นอกจากนี้ การดำเนินการโครงการ่วมทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกับ GPSC (เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560) น่าจะเพิ่มกำไร 1 พันล้านบาท/ปี หากพิจารณาถึงแนวโน้มของค่ากากรกลั่นรวมเฉลี่ยใน ปี 2559 ผู้บริหารมองว่าอยุ่ที่ 14 เหรียญดอลลาร์/บาร์เรล (สอดคล้องกับปีที่ผ่านมา)
แต่โครงการ UHV อาจทำให้สูงขึ้นอีก 2 เหรียญดอลลาร์/บาร์เรล จากการเพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันเบนซิน ผู้บริหารเชื่อว่าส่วนต่างอัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นอีก 0.5 เหรียญดอลลาร์/บาร์เรล
ในที่สุด นอกจากนี้บริษัทเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการเลื่อนการปิดโรงงานในเดือนพ.ย.ไปเป็นช่วงไตรมาส 1-2/60 เพื่อจะได้สอดคล้องกับช่วงการปิดเพื่อตรวจสอบ (Warranty Inspection๗ ของโครงการ UHV โดยถ้าหากเป็นไปตามกรณีดังกล่าว เราคาดว่าจะเพิ่มกำไรอีกราว 2 พันล้านบาทในปีนี้
โครงการ Everest
ผู้บริหารกล่าวถึง โครงการล่าสุดของบริษัท “โครงการ Everest” โดยเป็นโครงการที่เน้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการสร้างพนักงานให้มีความสามารถ แม้ว่านักลงทุนค่อนข้าง neutral ต่อแผนดังกล่าว แต่เชื่อว่าผู้บริหารยังมีความพยายามที่จะขยายบริษัทผ่านการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจหลัก ผู้บริหารกล่าวว่า โครงการดังกล่าว ไม่มีความเสี่ยงและไม่มีต้นทุนคงที่ นอกเหนือจากค่าที่ปรึกษา คิดเป็น 10% ของ EBITDA ส่วนเพิ่มเท่านั้น บริษัทที่ปรึกษามั่นใจว่าบริษัทจะสามารถเพิ่ม EBITDA 300 ล้านเหรียญ โครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนเสริมให้กับโครงการ UHV และ PP ซึ่งจะหนุนให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่ 14% ได้
กระแสเงินสดเป็นบวกหนุนอัตราการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น
บริษัทยังคงวางแผนที่จะจ่ายปันผลในอัตราสูงหลังจ่ายปันผลที่ 48% ในปี 2558 หลังจากที่งบลงทุนน้อยลงอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านเหรียญดอลลาร์ในปี 2559-2560 อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าจ่ายคืนหนี้สินก้อนใหญ่ภายใน 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นอาจจำกัดความสามารถของบริษัทในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น แต่หลังจากปี 2561 เป็นต้นไป บริษัทจะมีงบลงทุนเพียงแค่ 70 ล้านเหรียญดอลลาร์/ปี จากเป้าหนี้สิน/ทุนที่ 0.8-0.9 เท่า อัตราการจ่ายปันผลคาดเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% ถ้าสมมติว่าค่าการกลั่นรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 14 เหรียญดอลลาร์/บาร์เรลจนถึงปี 2561 อัตราผลตอบแทนจากปันผลจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% สองเท่าจากปี 2558









