วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

QH - ถือ

งานหินสำหรับปี 2559

ประเด็นการลงทุน

ปี 2559 จะเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับ QH เนื่องจากบริษัทต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความพยายามในการขายที่อยู่อาศัยในสต็อก พร้อมกับการควบคุมอัตรากำไรให้ได้ ด้วยแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ไม่หวือหวา แต่มีเพียงมูลค่าหุ้นที่ยังถูกอยู่เท่านั้นที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของราคา ปัจจุบัน QH ซื้อขายกันที่ PER ปี 2559 ที่ 7.5 เท่า ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยปี 2549-2558 ที่ 9.1 เท่ามาก เรายังคงคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2559(คิดด้วยวิธี SOTP) ที่ 2.5 บาท อ้างอิงจาก PER ของกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ 8 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-2558 อยู่ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และมูลค่าการลงทุนที่ 1.6 บาท/หุ้น

แผนธุรกิจปี 2559-จับตาที่อยู่อาศัยแนวราบ

QH วางแผนเปิดตัวโครงการมูลค่า 16 พันล้านบาท ลดลง 36 YoY (15โครงการ-85% เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ, 15% เป็นคอนโด โดยแบ่งเป็น กรุงเทพฯ 88 และต่างจังหวัด 12%) โครงการที่อยู่อาศัยระดับล่างถึงกลางคิดเป็น 88% ของมูลค่าการเปิดตัวทั้งหมด เป้ายอดจองซื้อคาดอยู่ที่ 8-10% หรือประมาณ 22 พันล้านบาท (80% เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบและ 20% เป็นคอนโด) ซึ่งหมายถึงยอดจองซื้อโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบเติบโต 12% และคอนโด 6% เป้ารายได้โครงการที่อยู่อาศัยปี 2559 คาดเพิ่มขึ้น 8-10% ที่ 21 พันล้านบาท (ที่อยู่อาศัยแนวราบ 82% และคอนโด 18%) ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตของรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ 17% หรือที่ 17 พันล้านบาท และการลดลงของรายได้จากคอนโด 19% อยู่ที่ 3.7 พันล้านบาท เรามองว่า ค่อนข้างยากที่บริษัทจะสามารถรายงานการเติบโตของรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่า 10% ในปี 2559 เทียบกับรายได้ที่ทรงตัวในปี 2558 YoY ส่วนรายได้จากโครงการคอนโดที่ลดลงค่อนข้างสมเหตุสมผล เราประเมินว่ารายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยปี 2559 เติบโต 7% ต่ำกว่าที่บริษัทคาดเล็กน้อย

คาดอัตรากำไรมีแรงกดดันจากนโยบายการขายล้างสต็อกของบริษัท

บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยในมือมูลค่า 8 พันล้านบาท โดยนโยบายการขายล้างสต็อกในปี 2559 ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราย 4.5 พันล้านบาท และคอนโด 3.4 พันล้านบาท บริษัทวางแผนจัดการสต็อกที่อยู่อาศัย โดยการปรับปรุงรูปแบบของที่อยู่อาศัยแนวราบและมีโปรโมชั่นราคาสำหรับคอนโดในต่างจังหวัด โดยค่าเฉลี่ยของอัตรากำขั้นต้นของสต็อกในมืออยู่ที่เพียง 30% ดังนั้น บริษัทคาด อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับการขายอสังหาฯปี 2559 ทรงตัว YoY ที่ 31% (เป็นไปตามที่เราคาด) CEO ของบริษัท ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตั้งเป้าปรับลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายจาก 18.8% ในปี 2558 เป็นต่ำกว่า 18.0% ในปี 2559 แต่เรามองเชิงอนุรักษ์นิยมมากกว่าตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด โดยคาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายอยู่ที่ 19.0% ในปี 2559


มุ่งเน้นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเป็นลำดับแรก

ผู้บริหารวางแผนที่จะทำให้งบดุลของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นในปี 2559 จากอัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อทุนคาดลดลงจาก 1.2 เท่า ณ สิ้นปี 2558 เป็น 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 2559 งบในการซื้อที่ดินใหม่ลดลง 11% YoY อยุ่ที่ 4 พันล้านบาท ในปี 2559 และงบในการก่อสร้างลดลง 13% YoY เป็น 10 พันล้านบาท

ความชัดเจนของรายได้ปี 2559 ต่ำ

ความชัดเจนของรายได้ปี 2559 นั้นค่อนข้างต่ำ จากยอดขายรอรับรู้รายได้สิ้นปี 2558 คิดเป็น 19% ของประมาณการรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยปี 2559 ที่สำคัญที่สุด โครงการคอนโดสร้างเสร็จพร้อมโอนใหม่ของบริษัทลดลง 50% YoY ที่ 4.4 พันล้านบาทในปี 2559 (จองแล้วเพียง 33%) คอนโดขนาดเล็ก 5 โครงการคาดเริ่มโอนในปีนี้-คอนโดในศรีราชา (มูลค่าโครงการ 506 ล้านบาท, จองแล้ว 26%) โอนในไตรมาส 1/59, โครงการรังสิต คลอง 6( มูลค่า 754 ล้านบาท, จองแล้ว 38%) และเชียงราย (มูลค่า 546 ล้านบาท, จองแล้ว 62%) ทั้งสองโครงการโอนในไตมาส 2/59, โครงการที่แหลมฉบัง (มูลค่า 635 ล้านบาท, จองแล้ว 26%) ในไตรมาส 3/58 และหัวหิน(มูลค่า 2 พันล้านบาท จองแล้ว 28%) ในไตรมาส 4/59