ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
ข้อมูลที่ผู้บริหาร EPG นำเสนอในงานประชุมนักวิเคราะห์เป็นบวก โดยผลการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 2559 (ม.ค.-มี.ค. 2559) และปีบัญชี 2560 (เม.ย. 2559- มี.ค. 2560) ราคาหุ้น EPG ปรับตัวลดลงมาแล้ว 14% จากจุดสูงสุดเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสให้เข้าซื้อสะสมหุ้น EPG จากการคาดการณ์ถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 2559 และปีบัญชี 2560 โดยได้รับปัจจัยกระตุ้นจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นรวมถึงประโยชน์ที่อุตสาหกรรมโดยรวมได้รับจากราคาพลาสติกระดับต่ำ แนะนำ “ซื้อ” EPG ด้วยราคาเป้าหมาย 18 บาท/หุ้น
- ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 2559 เมื่ออิงกับข้อมูลจากผู้บริหาร เราคาดว่าผลการดำเนินงานของ EPG จะปรับตัวดีขึ้นโดยเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาส 4 ปีบัญชี 2559 โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก: 1) รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นของธุรกิจฉนวน (Aeroflex : AFC) ที่ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์พรีเมียมในสหรัฐ ทั้งนี้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของ AFC อยู่ในระดับต่ำในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2559 (ต.ค.-ธ.ค. 2558) เพราะมีวันหยุดยาวในสหรัฐ 2) อัตรากำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (EPP) เนื่องจากไม่มีการจัดโปรโมชั่นปลายปีและการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าเหมือนในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2559 และราคาพลาสติกยังอยู่ในระดับต่ำ และ 3) การดำเนินงานที่แข็งแกร่งมากขึ้นของธุรกิจยานยนต์ (Aeroklas: ARK) จากการผลิตบันไดข้างเพิ่ม
- แข็งแกร่งมากขึ้นในปีบัญชี 2560 หลังจากสร้างฐานรายได้และกำไรใหม่ในปีบัญชี 2559 EPG ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นสู่ 1.0-1.1 หมื่นล้านบาทในปีบัญชี 2560 (เพิ่มขึ้น ~17% จากรายได้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 8.5-9 พันล้านบาทในปีบัญชี 2559 และสอดคล้องกับประมาณการของเรา) ทั้งนี้ในจำนวน 3 ธุรกิจ ARK กับ EPP จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้รายได้เพิ่มขึ้น สำหรับ ARK บริษัทวางแผนเพิ่มเครื่องจักรใหม่เพื่อผลิตบันไดข้างเพิ่มรองรับออเดอร์ของบริษัทผลิตรถยนต์ที่สั่งผลิตบันไดข้าง 1 ล้านคู่ถึงปี 2563 (โครงการ 5 ปี) TJM (ธุรกิจผลิตอุปกรณ์ประดับยนต์ในออสเตรเลีย) จะเปลี่ยน product sourcing จากจีนมาไทยซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลง โดยในเดือน มี.ค. 2559 TJM จะออกผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ประดับยนต์ใหม่สำหรับรถกระบะและรถ SUV โดย EPG คาดว่าผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะสร้างรายได้ปีละ 3-4 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (75-100 ล้านบาท) เราคาดว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจในปีบัญชี 2559 และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ TJM จะเห็นผลในปีบัญชี 2560 ด้วยกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท (จากศูนย์ในปีบัญชี 2559) และจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรปกติของ EPG เติบโตในปีบัญชี 2560 EPP วางแผนเพิ่มกำลังการผลิต 25% สู่ 32,000 ตัน/ปีในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2560 เพื่อรองรับอุปสงค์ที่กำลังเติบโต
- ได้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากราคาพลาสติกระดับต่ำ ความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะหลังนี้ ส่งผลทำให้ตลาดกังวลว่าราคาพลาสติกอาจจะปรับขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังอัตรากำไรขั้นต้นของ EPG โดยเฉพาะ EPP เนื่องจากพลาสติกเป็นวัตถุดิบของบริษัท เรามองว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นของ EPG หลักๆ ได้รับปัจจัยกระตุ้นจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งด้วยรายได้ที่เติบโตแบบเร่งตัวมากขึ้นมากกว่าที่จะเกิดจากประโยชน์ที่อุตสาหกรรมโดยรวมได้รับจากราคาพลาสติกที่ลดลง นอกจากนี้ราคาพลาสติกก็ผันผวนน้อยกว่าราคาน้ำมันด้วย ดังนั้นเราเชื่อว่า EPG จะรายงานอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2559 ถึงปัจจุบัน ราคาพลาสติกลดลงมาแล้วเฉลี่ย 14% YoY และ 6% QoQ และบริษัทกล่าวว่าจะสามารถนำสต็อกพลาสติกราคาต่ำมาใช้ทำการผลิตในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าจนถึงไตรมาส 2 ปีบัญชี 2560
- กำไรอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 18 บาท/หุ้น ราคาหุ้น EPG ปรับตัวลดลงมาแล้ว 14% จากจุดสูงสุดเมื่อไม่นานนี้ โดยถูกฉุดลงจาก sentiment เชิงลบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี เรามองว่าตอนนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้น EPG เพราะคาดการณ์ถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 2559 และกำไรจะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีบัญชี 2560 โดยหลักๆ เป็นผลมาจากพื้นฐานที่ดี เพราะการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น และมีประโยชน์ที่อุตสาหกรรมโดยรวมได้รับจากราคาพลาสติกระดับต่ำเป็นของแถม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” EPG ด้วยราคาเป้าหมายปลายปี 2559 ที่ 18 บาท/หุ้น








