กำไรไตรมาส 4/58 เป็นไปตามคาด แต่เงินปันผลต่ำกว่าคาด
ตามคาด
SPALI รายงานกำไรหลักที่ 1.46 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/58 ลดลง 10% YoY แต่เพิ่มขึ้น 42% QoQ ตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่เราและตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตามบริษัทประกาเงินปันผลต่อหุ้นที่ 0.5 บาท สำหรับการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนเบื้องต้นที่ 2.8% และอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 5.5% ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 7 มี.ค. และจ่ายปันผลในวันที่ 10 พ.ค. ปันผลต่อหุ้นดังข้างต้นนั้นต่ำกว่าที่เราคาดที่ 0.56 บาท เนื่องจากอัตราการจ่ายปันผลที่ต่ำกว่าสมมติฐานของเรา (อัตราการจ่ายปันผลจริงในปี 2558 อยู่ที่ 40% เทียบกับประมาณการของเรา 42%) และต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 0.74 บาท
ประเด็นหลักผลประกอบการ
กำไรลดลง YoY เนื่องจากยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยลดลง (ลดลง 6% YoY ที่ 6.4 พันล้านบาท แบ่งเป็น คอนโด 53% และ โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 47%) อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยบางลง (ลดลง 2.0% YoY ที่ 37.8% ในไตรมาส 4/58 จากคอนโด) อย่างไรกามการดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงจาก 9.1% ในไตรมาส 4/57 และ 10.7% ในไตรมาส 3/58 เหลือเพียง 8.8% ในไตรมาส 4/58 (ต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4/56) หากเทียบรายไตรมาส กำไรเติบโตเนื่องจากยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยที่เติบโต 38% QoQ โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิเพิ่มขึ้น QoQ จาก 0.9 เท่า ณ สิ้นเดือนก.ย. เป็น 1.0 เท่า ณสิ้นเดือน ธ.ค.
แนวโน้ม
กำไรไตรมาส 1/59 คาดเพิ่มขึ้น YoY จากรายได้โครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น บริษัทจะทำการเริ่มโอนคอนโด 2 โครงการในกรุงเทพฯ-ศุภาลัย วิสต้า ติวานนท์(มูลค่าโครงการ 1.5 พันล้านบาท, จองแล้ว 97%) และศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท รัชโยธิน-พหลโยธิน 32 (มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท จองแล้ว 99%) อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยคาดลดลง YoY ที่ระดับปกติใหม่ที่ต่ำกว่า 40% หากเทียบรายไตรมาส เราคาดว่ากำไรหลักหดตัวในไตรมาส 1/59 เนื่องจากรายได้ที่ลดลง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เรายังคงประมาณอัตราการเติบโตของกำไรหลักที่ 6% ในปี 2559 เนื่องจากโครงการคอนโดสร้างเสร็จพร้อมโอนในปี 2559 นั้นทรงตัว YoY
ที่ 9 พันล้านบาท เราคาดรายได้โครงการที่อยู่อาศัยเติบโต 3% YoY ที่ 22 พันล้านบาท (เป็นไปตามที่บริษัทตั้งเป้าหมาย) ซึ่งของยอดขายรอรับรู้รายได้ ณ สิ้นปี 2558 รับประกัน 62% ของประมาณรายได้ของเรา โดยอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยคาดทำระดับปกติใหม่ที่ 38% ในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีในอดีตเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมโครงการ-รายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคอนโด (อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบอยู่ที่ 37-40% เทียบกับ 39-42% ของคอนโด) สัดส่วนยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบต่รายได้รวมคาดเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2558 เป็น 50% ในปี 2559
คำแนะนำ
ผลการดำเนินงานปี 2559 แสดงถึงอัตราการเติบโตที่ไม่ตื่นเต้น โดยยอดจองซื้อและกำไรน่าจะเติบโตที่ระดับต่ำกว่า 10% ประกอบกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยบริษัทวางแผนเชิงอนุรักษ์นิยมในปี 2559 โดยจะเปิดตัวโครงการทั้งหมด 37 พันล้านบาท (เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 51% และคอนโด 49%) เพิ่มมขึ้นเพียง 8% เท่านั้น เป้ายอดจองซื้ออยู่ที่ 24.5 พันล้านบาท(ที่อยู่อาศัยแนวราบ 55% คอนโด 45%:กรุงเทพพฯ 75% ต่างจังหวัด 25%) เพิ่มขึ้นเพียง 6% โดยมีเป้าหมายการเติบโตของยอดจองซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดอยู่ที่ 11% และ 2% ตามลำดับ แม้ว่าปีนี้เป้าหมายการดำเนินงานจะดูไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่มูลค่าค่อนข้างถูก PER ปี 2559 อยู่ที่เพียง 6.7 เท่า (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปี 2549-2558) และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ค่อนข้างดีที่ 6.2% ในปี 2559 (จ่าย 2 ครั้งต่อปี ที่อัตราการจ่ายปันผลที่ 40% ตามสมมติฐานของเรา) ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ที่ 20 บาท อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยปี 2549-2558









