แผนธุรกิจเชิงรุกสำหรับ 5 ปีข้างหน้า
ประเด็นการลงทุน
บริษัทได้วางแผนการลงทุนรอบใหม่ในช่วงปี 2559-2563 เพื่อสนับสนุนการเติบโตกำไรของบริษัทในระยะยาว สำหรับ ERW เรามองว่าเป็นหุ้นท่องเที่ยวบริษัทเดียวในกลุ่มที่เราให้คำแนะนำว่าในปี 2559 จะได้รับผลประโยชน์จากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปี 2558 เนื่องจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าจากเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม ในวันที่ 17 ส.ค. 2558 ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร โดยปัจจุบัน ERW ซื้อขายกันที่มูลค่าต่ำกว่าราคามูลค่าทดแทนที่ 7.50 บาทต่อหุ้น มากอย่างมีนัยสำคัญ โดยคงราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 (วิธีคิดลดกระแสเงินสด) ยังคงอยู่ที่ 4.60 บาท จากการคิดลด 40% จากมูลค่า DCF (WACC 10.4%, terminal growth rate เท่ากับ 2%)
แผนขยายตัวเชิงรุกในปี 2559-2563
ERW วางแผนเงินลงทุนรวม (CAPEX) ทั้งหมด 10 พันล้านบาทในช่วงปี 2559-2563 โดยไม่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุน (85% แบ่งเป็นเงินลงทุนสร้างโรงแรมใหม่และที่เหลือสำหรับการปรับปรุงโรงแรมดิม) โดยบริษัทวางแผนที่จะขยายจาก 33 โรงแรม รวม 5,676 ห้อง ณ สิ้นปี 2558 เป็น 90 โรงแรม 10,000 ห้อง ณ ภายในสิ้นปี 2563 โดยโรงแรมที่เปิดใหม่จะไม่ใช่โรงแรมระดับหรู แต่เป็นระดับกลาง-ล่าง ดังนั้นบริษัทคาดรายได้จากโรงแรมที่ไม่ใช่โรงแรมหรูเพิ่มขึ้นจาก 45% ในปี 2558 เป็น 58% ในปี 2563 และมีสัดส่วนในอัตรา EBITDA เพิ่มขึ้นจาก 53% เป็น 65% ตามลำดับ สำหรับแหล่งที่ตั้งของโรงแรมนั้นจะมีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยวางแผนรายได้จากโรงแรมที่มิใช่กรุงเทพขยายตัวจาก 35% ในปี 2558 เป็น 45% ในปี 2563 และอัตรา EBITDA เพิ่มขึ้นจาก 33% เป็น 50% ตามลำดับ ทั้งนี้สำหรับโรงแรมใหม่ทั้งหมดนั้นบริษัทวางแผนโรงแรมในกรุงเทพเพียงแห่งเดียวที่ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับกลาง โนโวเทล ซึ่งน่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2562
ธุรกิจที่ฟิลิปปินส์—จากก้าวแรกสู่การเติบโต
นโยบายการลงทุนในฟิลิปปินส์เริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และคิดเป็น 30% ของการลงทุนรวมของบริษัทในช่วงปี 2559-2563 โดยบริษัทตั้งใจที่จะเปิด 20 โรงแรมในฟิลิปปินส์ก่อนสิ้นปี 2563 เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเดินทางท่องเที่ยวในประเทศระดับล่าง-กลางและเน้นเปิดโรงแรมชั้นประหยัด (โนโวเทล,เมอคิวรีและฮอปอินน์) โดยโรงแรมแบรนด์ฮอปอินน์แห่งแรกจะเปิดให้บริการในกรุงมะนิลาในไตรมาส 4/59 ผลการดำเนินงานในฟิลิปปินส์คาดคิดเป็น 10% ของรายได้รวมของบริษัทสำหรับปี 2563 และ 13% ของ EBITDA
วางแผนให้แฟรนไชส์แบรนด์โรงแรมฮอปอินน์
ล่าสุด บริษัทเปิดโรงแรมฮอปอินน์ไปแล้ว 16 แห่งในต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยมีฮอปอินน์ 5 แห่งจะเปิดให้บริการในปี 2559 (สกลนคร, ชุมพร, จันทบุรี, หาดใหญ่และเชียงใหม่) แม้ว่าจะเป็นแบรนด์โรงแรมน้องใหม่แต่ฮอปอินน์กลับสร้างผลประกอบการเกือบถึงจุดคุ้มทุนในปี 2558ที่ผ่านมา
หลังจากมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 54% ในปี 2558 ซึ่งหากบริษัทมีอัตราการเข้าพักเพียง 25% ก็จะทำให้ EBITDA อยู่ที่จุดคุ้มทุนและอัตราการเข้าพักที่ 45% จะทำให้ผลประกอบการบรรทัดสุดท้ายคุ้มทุน ด้วยประสบการณ์ในการบริหารธุรกินโรงแรมชั้นประหยัดตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ทำให้บริษัทวางแผนที่จะขยายโรงแรมฮอปอินน์เพิ่มขึ้นผ่านการบริหารจัดการเฟรนไชส์ (สัญญาการบริหาร) ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวได้เร็ซและได้รับอัตราผลตอบแทนเร็วขึ้น
ตั้งเป้าธุรกิจปี 2559 เชิงอนุรักษ์นิยม กอปรกับแผนขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT
ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต 3% ในปี 2559 อัตราการเข้าพักคาดเติบโต 80% ในปี 2559 (เพิ่มขึ้น 6% YoY) ซึ่งใกล้กับระดับสูงสุดที่ 79% ในปี 2556 โดยราคาห้องพักเฉลี่ยปี 2559 คาดลดลง 6% YoY จากการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมผลิตภัณฑ์-โดยมีสัดส่วนของโรงแรมฮอปอินน์มากขึ้น จำนวนห้องรวมคาดขยายตัว 11% เป็น 6,310 ห้องในปี 2559 จากการเปิดตัวโรงแรมฮอปอินน์ใหม่ 7 แห่ง ดังนั้น จากจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2559 เติบโต 15% อัตราผลตอบแทน EBITDA margin คาดดีขึ้น 1.0% YoY เนื่องจากผลประโยชน์ของค่าใช้จ่ายที่ถูกเกลี่ยจากรายได้ที่เติบขึ้น (operating leverage) ที่สำคัญบริษัทวางแผนที่จะขายโรงแรมเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ตั้งขึ้นใหม่ มูลค่ารวมเบื้องต้นประมาณ 1.6-1.7 พันล้านบาท (เราคาดว่าเป็นการขายโรงแรมไอบิส 2 แห่ง) ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถบัทึกกำไรจากการขายอย่างมีนัยสำคัญได้ (รายการดังกล่าวยังไม่ได้รวมในประมาณการของเราและตลาด)








