หยุดพักฐาน
คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบในทิศทางเป็นบวก หลังจากเมื่อวานหุ้นไทยส่อแววปรับฐาน เราเชื่อว่าการเข้าเก็บหุ้นในตลาดสหรัฐจะเป็นเพียงระยะสั้น เท่านั้น หากไม่มีข่าวเศรษฐกิจ ที่ดีเข้ามา และผู้ผลิต น้ำมันยังคงไม่อาจบรรลุข้อตกลงลดการผลิต เริ่มมีความต้องการเลี่ยงความเสี่ยงกลับมา อย่างไรก็ตามตัวเลขคำสั่งซื้อเครื่องจักรของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น และตัวเลขสินเขื่อใหม่ของจีนที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยบวก ในประทศตัวเลขจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนที่พุ่งขึ้นสะท้อนความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นเป็น SME และรากหญ้า
หุ้นเด่นวันนี้: GL(Bt22.40; ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 28.00 บาท)
บมจ. กรุ๊ปลีส ยังคงแสดงผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดย GL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 193 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4% QoQและ 102.3% YoYซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งที่บริษัทมีกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นนี้มาจากรายได้จากตลาดในต่างประเทศ คือ กัมพูชาและลาว อีกทั้งผู้บริหารได้กล่าวว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมากเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้กำลังเติบโต นอกจากนี้ GL กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตดำเนินกิจการในอินโดนีเซีย โดยคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตภายในไตรมาสนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้แก่บริษัทมากขึ้นเนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรเป็นจำนวนมากที่ต้องการเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในพื้นที่ชนบท อีกทั้ง บริษัทยังมีแผนที่จะเจาะตลาดประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน ซึ่งรวมถึงเมียนมาร์และเวียดนาม เนื่องจากมีโอกาสอย่างมากในตลาดที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในประเทศกลุ่มอาเซียน บริษัทยังคงพัฒนาระบบไอทีโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ระบบดิจิตัลไฟแนนซ์เป็นเครื่องมือหลักในการบรรลุเป้าหมายการเติบโต เราคาดการณ์กำไรจะเติบโตที่ 67.3% ในปี 59 ก่อนจะลดระดับมาเติบโตที่ 24.2% ในปี 60 Price Pattern ของ GL ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างแข็งแกร่ง จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ GL ก็ได้บ่งบอกถึงการทำ New High ครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการทำ New All-time High นับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯเลยทีเดียว ทั้งนี้ Price Pattern ของ GL มีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 24.90 บาท โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 20.30 บาท (Resistance: 22.60, 22.90, 23.40; Support: 22.20, 21.90, 21.40)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• อนุมัติวิธีจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ฝ่ายที่มีข้อโต้แย้งร่างยุทธศาสตร์แห่งชาติได้เสียงข้างมากในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยมติ 164 ต่อ 6 ในการอนุมัติร่างกฎหมาย ตามร่างดังกล่าว คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติจะประกอบด้วย 25 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีหน้าที่รับผิดชอบในการร่างยุทธศาสตร์ฉบับแรก (Bangkok Post)
• การจดทะเบียนธุรกิจห้างหุ้นส่วนในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 78% MoMจำนวนใบขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 5,749 ราย เพิ่มขึ้น 78% จากเดือน ธ.ค. การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลรวมถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้านและการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังคาดว่าจำนวนคำขอจดทะเบียนในปีนี้จะมีอย่างน้อย 6-6.5 หมื่นรายตามสภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น (Bangkok Post)
• เตือนหนี้เสียสั่นคลอนเศรษฐกิจ คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารแย่ลง หนี้ครัวเรือนสูง เงินทุนไหลเข้าออกเร็วและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดต่ำลง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD กล่าวเตือน โดยเศรษฐกิจโลกน่าจะถดถอยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุสัปดาห์ก่อนว่าหนี้เสียน่าจะเพิ่มขึ้นต่อในปีนี้ Gross NPL น่าจะเพิ่มขึ้นราว 2.55% ในปีนี้มูลค่าเท่ากับ 3.38 แสน ลบ. เพิ่มจาก 2.15% ในปี 57 หรือมูลค่าเท่ากับ 2.77 แสน ลบ. (Bangkok Post)
• KCE (73.25 บาท) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่ 665 ลบ. เพิ่มขึ้น 15% เทียบปีก่อนและ 16% เทียบไตรมาสก่อนเพราะรายได้และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการย้ายไปโรงงานใหม่ โดยสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยบลูมเบิร์กที่ 642 ลบ. (SET)
• PTT(238.00 บ.) ตั้งงบลงทุนจำนวน 2.10 แสนลบ. สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่เกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติ เพี่อรองรับกับการขยายตัวของความต้องการใช้ในประเทศและการจัดหา Supply จากในภูมิภาค โดยโครงการลงทุนประกอบไปด้วยโครงการขยายท่อส่งก๊าซฯ เส้นที่ 4 และ 5 การลงทุนคลังเก็บ LNG แห่งที่ 2 และ 3 การลงทุนธุรกิจใหม่ด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน รวมไปถึงโอกาสในการทำคลัง LNG ในรูปแบบก๊าซฯ ลอยน้ำ (Floating Storage & Regasification)(Bangkok Post)
ต่างประเทศ
• ความหวังเกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเลือนลาง ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่างรัสเซียและซาอุดีอาระเบียเห็นพ้องเรื่องการตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน แต่มีเงื่อนไขว่าเหล่าผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ ก็ต้องดำเนินการแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อิหร่านซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาดังกล่าวยืนยันที่จะเพิ่มกำลังการผลิต ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลดลงและส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง (Reuters)
• ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ส่วนเงินยูโรขยับลงอยู่ที่ 1.1136 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ที่ 1.1377 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เงินเยนแข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 113.96 เยน เนื่องจากข้อตกลงเรื่องน้ำมันทำให้นักลงทุนบางส่วนไม่พอใจและหันไปซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงดีอยู่ถึงแม้จะหลุดจากระดับราคาสูงสุดในรอบ 15 เดือนที่ 111.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ก่อน เมื่อนักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (Reuters)
• ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐร่วงเมื่อวันอังคาร จากการทะยานขึ้นของหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทและอุปทานตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีการแข่งขันกันนำโดยบ. แอปเปิลซึ่งลดความต้องการพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เกือบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีครึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 7/32 และอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.777% เพิ่มขึ้น 0.03% จากเมื่อวันศุกร์ (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นเมื่อวันอังคารหลังวันหยุดยาว เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นขณะที่ราคาต่ำและไม่ให้ความสำคัญต่อราคาน้ำมันที่ตกต่ำหลังจากที่ความหวังเพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการตรึงการผลิตน้ำมันของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เลือนลาง (รอยเตอร์)
• ภาคการผลิตสหรัฐยังคงอ่อนแอ ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม (Empire State Index) ของธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ค ระบุว่าดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ -16.64 จุด ในเดือนกุมภาพันธ์ เทียบกับ -19.37 จุดในเดือนมกราคม นักวิเคราะห์ซึ่งรอยเตอร์ได้ทำโพลสำรวจนั้นประมาณการก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขจะอยู่ที่ -10.00 จุด (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวลดลง ฟื้นตัวจากการปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้ นำโดยการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ โดยหุ้นธนาคารได้แรงหนุนจากการประกาศผลประกอบการของ Commerzbank ที่น่าพอใจ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกที่ดีดตัวแรงเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Reuters)
เอเชีย:
• คำสั่งซื้อเครื่องจักรในญี่ปุ่นเดือน ธ.ค. ขยายตัวน้อยกว่าคาด โดยขยายตัวในระดับ 4.2% MoMต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะขยายตัว 4.7% อย่างไรก็ตามบริษัทผู้ประกอบการคาดการณ์กันว่าจะเห็นคำสั่งซื้อกลับมาขยายตัวโดดเด่นอีกครั้งในเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณชี้นำในเชิงบวกว่าอุตสาหกรรมพร้อมที่จะขยายการลงทุนและการใช้จ่าย (Reuters)
• BOJ เปิดเผยว่าการใช้ดอกเบี้ยติดลบจะมีผลกับเงินฝากสำรองใน BOJจำนวน 23 ล้านล้านเยน (2.01 แสนล้านดอลลาร์ฯ) จากทั้งหมด 206 ล้านล้านเยนที่ฝากโดยสถาบันทางการเงินต่างๆขณะที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยศูนย์สำหรับเงินฝากอีกจำนวน 24 ล้านล้านเยน ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวจะเริ่มมีผลวันนี้ (Reuters)
• ธนาคารจีนรายงานยอดสินเชื่อใหม่เดือน ม.ค. ทำระดับสูงสุดใหม่อยู่ที่ 2.51 ล้านล้านหยวน (3.854 แสนล้านดอลลาร์) ก้าวกระโดดจากยอดเดือน ธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 5.978 แสนล้านหยวน และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านหยวน ขณะที่การเติบโตของปริมาณเงินสูงในรอบ 19 เดือน (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบโลกพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 12 วันแต่กลับทิศเป็นลบจากข้อตกลงการผลิต ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาลดกำลังการผลิตสั่นคลอนการคาดการณ์เรื่องการลดกำลังการผลิตและส่งผลให้น้ำมันปรับลดลงจากจุดสูงสุด น้ำมันดิบสหรัฐ ปรับลง 1.4% ปิดที่ 29.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาได้แตะจุดสูงสุดถึง 31.53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ปรับลง 3.6% ปิดที่ 32.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังไปแตะจุดสูงสุดที่ 35.55 ดอลลาร์ (Reuters)
• ราคาทองคงที่วันอังคาร จากตลาดหุ้นสหรัฐที่เปิดบวก ราคาทองคำตลาดจรปิด 1,209.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจาก 1,209.30 ดอลลาร์ในช่วงท้ายวันจันทร์ซึ่งเป็นลบ 2.3% มากสุดนับแต่กลาง ก.ค. (Reuters)









