รักษาการดำเนินงานดีต่อเนื่อง
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงประมาณการกำไรปี 2559 สำหรับ TCAP ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY ปัจจัยเบื้องหลังการเติบโตของบริษัท คือ การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ลดลงและการใช้ผลประโยชน์ทางภาษี 5 พันล้านบาท โดยยังมีอัพไซด์ต่อแนวโน้มการเติบโตจากการตั้งสำรองที่ต่ำกว่าคาด เนื่องจากอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และสินเชื่อที่เติบโตดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2559 นอกจากนี้ ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่ PBV ณ สิ้นปี 2559 ที่ถูกที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 0.8 เท่าและค่าเฉลี่ยระยะยาวของกลุ่มที่ 1.4 เท่า เราคาดอัตราผลตอบแทนจากปันผลที่ 5.2% สำหรับปี 2559 และ 5.7% ในปี 2560 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร สำหรับ TCAP และยังเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ
เป้าสินเชื่อปี 2559 เติบโตเพียง 1-3%...ตามคาด
ผู้บริหารตั้งเป้าอัตราเติบโตสินเชื่อปี 2559 ที่ 1-3% เนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวของยอดขายรถยนต์ในครึ่งแรก 1/59 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์คาดทรงตัวในปีนี้จากยอดขายรถยนต์ที่อ่อนตัว รวมถึงยอดขายรถยนต์ปี 2559 ที่คาดลงเล็กน้อยหรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เราคาด อัตราการเติบโตของสินเชื่อ TCAP ทั้งปีอยู่ที่ 3% โดยธนาคารจะเปลี่ยนไปเน้นการปล่อยสินเชื่อให้บรรษัท, SME และสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ (สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านที่มีหลักประกันค้ำ) ผู้บริหารระดับสูงสุดคาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปี 2559 อยู่ในช่วง 2.7-2.8% เทียบกับ 2.7% ในปีที่ผ่านมา สัดส่วนบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์คาดอยู่ที่ 40-45% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด เทียบกับสิ้นปี 2559 ที่ 40% เราคาด ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปี 2559 อยู่ที่ 2.75 เป็นไปตามที่ผู้บริหารคาด
สำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ 2559 ลดลง = กำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
จากอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ สิ้นปี 2558 ที่ 117% TCAP มีเป้าเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวมาอยู่ที่ 120% ในช่วงอีก 12 เดือนข้างหน้า อ้างอิงจากการตั้งสำรองฯปี 2559 ที่ 0.75-0.80% ของสินเชื่อรวมจาก 1.12% ในปี 2558 (เราคาดการตั้งสำรองฯปี 2559 อยู่ที่ 7.1 พันล้านบาท คิดเป็น 1% ของสินเชื่อธนาคารรวม ณ สิ้นปี) เราคาดว่าการตั้งสำรองที่ลดลงเมื่อเทียบกับที่เราประมาณการน่าจะหนุนกอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรในปีนี้ ทั้งนี้ เราคาดว่าบริษัทจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ 5 พันล้านบาท (มาจากผลขาดทุนจากการซื้อหุ้น SCIB ในปี 2553) อีกครั้งหลังจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไป 2 พันล้านบาทในปีที่ผ่านมา
เงินทุนสูงรองรับนโยบายการจ่ายปันผลดีอีก 2-3 ปีโดยไม่ต้องเพิ่มทุน
บริษัทมีอัตราส่วนความพอเพียงของทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 14.72% (ด้วยเงินทุน Tier 1 ที่ 10.3%) ณ สิ้นปี 2558จากการที่บริษัทไม่มีแผนขยายกิจการในเชิงรุกและแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้ในปีนี้จะค่อยเป็นค่อยไป
เราเชื่อว่า บริษัทจะรักษาระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที 5.2% ในปีนี้และ 5.7% ในปีหน้า (ด้วยอัตราการจ่ายปันผลที่ 40%) เรามองว่าระดับทุนในปัจจุบันจะสูงเพียงพอที่จะจ่ายเงินปันผลโดยไม่ต้องมีการเพิ่มทุนไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี






