ทวงบัลลังก์แชมป์กำไรหลักปี 2559 เติบโตสูงสุดในกลุ่ม
ประเด็นการลงทุน
MINT ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบมากที่สุดจากประเด็นสำคัญคือคาดการณ์กำไรหลักปี 2559 เติบโตสูงที่สุดในกลุ่มที่เราให้คำแนะนำและดีกว่า SET โดยเรามองหุ้นมีโอกาสปรับระดับการขึ้นขายขึ้นไปสูงได้อีกมากจากปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วน PER ต่อ การเติบโตของกำไร หรือ PEG ปี 2559 ที่ 1.2 เท่า ต่ำกว่าของ CENTEL อยู่มากที่ 1.9 เท่า ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายคำนวณด้วยวิธีคิดส่วนลดเงินสด (DCF) ณ สิ้นปี 2559 ที่ 40 บาท ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 38 บาท เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น โดยยังคงใช้วิธีคิดส่วนลดมูลค่าเงินสดอยู่ 5% (บนสมมติฐานค่า WACC ที่ 8.5% และ terminal growth rate ที่ 2.0% )
ปรับประมาณการกำไรปี 2559 เพิ่ม ชี้ชัดกำไรเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม
เราปรับประมาณการกำไรหลัก ขึ้น 6% มาทำสถิติใหม่ที่ 5.7 พันล้านบาทในปี 2559 และ 6% มาอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาทในปี 2560 เพื่อสะท้อนปัจจัยการควบรวมกิจการกลุ่มโรงแรม Tivoli หลังเข้าซื้อเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2559 และเพื่อรวมหุ้นส่วนการลงทุนใน Coffee Club ที่เพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 70% (เริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2558) ทั้งนี้ด้วยประมาณการใหม่ MINT จะรายงานกำไรหลักเติบโตแข็งแกร่ง 23% ในปี 2559 สูงกว่ากลุ่มอย่างมีนยสำคัญ (ประมาณการกำไรหลักเติบโต 14% สำหรับ CENTEL และ ERW) และสูงกว่า SET ที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา (ทรงตัว YoY)
มาตามนัดในการเข้าซื้อกลุ่มโรงแรม Tivoli เรามองเป็นบวก
การเข้าซื้อกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ท Tivoli จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ MINT อย่างมีนัยสำคัญ โดยประการแรกราคาซื้อนั้นไม่แพงมาก ด้วยตัวเลข EV/EBITDA ปี 2558 ที่เพียง 9.6 เท่า และ PER ที่ 23 เท่า (ต่ำกว่า EV/EBITDA ของ MINT ปี 2558 ที่ 19.4 เท่าและ PER ที่ 31 เท่า) ประการที่สอง คือสินทรัพย์นั้นมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วในปัจจุบัน (โรงแรม 12 แห่งในประเทศโปรตุเกตุและ 2 แห่งในประเทศบราซิล) โดยสร้างรายได้รวมถึง 121 ล้านยูโร (มูลค่า 4,834 ล้านบาท)ในปี 2558 และ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา 31 ล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วน 10% ของรายได้เพิ่มของ MINT และ 8% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาของ MINT ประการที่สามกลุ่มโรงแรม Tivoli จะเพิ่มห้องพักประมาณ 3,000 ห้อง ให้แก่ MINT หรือคิดเป็นจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้น 20% ประการสุดท้ายการเข้าซื้อโรงแรม Tivoli จะเป็นก้าวแรกของบริษัทในตลาดยุโรปและลาตินอเมริกา (ภูมิภาคใหม่ของ MINT) เนื่องจากกลุ่มโรงแรม Tivoli มีฐานอยู่ในประเทศโปรตุเกตุพร้อมมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการขยายฐานตลาดฝั่งตะวันตกในอนาคต
คาดกำไรรายไตรมาสสวยหรู
แม้ว่าบริษัทในกล่มท่องเที่ยวโดยรวมจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากฐานที่ต่ำของตั้งแต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นไป แต่เรายังคาดว่า MINT จะรายงานกำไรหลักไตรมาส 4/58 และ 1/59 ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง หนุนโดยปัจจัยการเติบโตจากการเข้าซื้อ Coffee Club และ กลุ่มโรงแรมTivoli รวมทั้งรายได้โครงการที่อยู่อาศัยของ Anantara Residences ที่ลายันจังหวัดภูเก็ต โดยโครงการปรับปรุงกลุ่มอาหาร Thai Express ในประเทศสิงคโปร์ (การเปิดตัวสาขาหลังปรับปรุงเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4/58 เป็นต้นไป) จะช่วยหนุนผลประกอบการของธุรกิจอาหารของบริษัทได้ในปี 2559 ในขณะที่เรามองบริษัทจะสามารถรายงานกำไรในช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 2/59 ที่เป็นสถิติดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของกำไรรายไตรมาสสองได้
ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิ่มทุน
จากการเข้าซื้อกลุ่มโรงแรม Tivoli เราคาดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิจะแตะ 1.5 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2559 (จาก 1.3 เท่า ณ สิ้นเดือนก.ย. 2558) อย่างไรก็ตาม เรามองบริษัทไม่มีความเสี่ยงการพิ่มทุน เนื่องจากอัตราส่วนดังกล่าวยังคงต่ำกว่าเงื่อนไขของเจ้าหนี้ที่ไม่เกิน 1.75 เท่าอยู่มาก โดยเรามองอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้จะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นภายในปี 2559 จากกำไรที่เติบโต









