เพิ่มทุนเสนอขายหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO)
ประเด็นใหม่
TRUE ประกาศเพิ่มทุน 6 หมื่นล้านบาทผ่านการเสนอขายหุ้นใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นรายเดิม (RO) โดยวางแผนที่จะออกหุ้นใหม่จำนวนไม่เกิน 15,000 ล้านหุ้น (ราคาพาร์ 4 บาท) ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ชำระแล้วเพิ่มขึ้นอีก 38% เป็นสูงสุดไม่เกิน 39,608 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะกำหนดอีกครั้งในวันที่ 31 มี.ค. 2559 โดยจะคำนวณจากราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 20 วัน (ตั้งแต่วันที่ 3-30 มี.ค. 2559) และนำมาคิดส่วนลด 10% จำนวนสองในสามของเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะนำไปใช้ชำระคืนมูลหนี้ปัจจุบันซึ่งได้แก่ มูลหนี้ของธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน 8 พันล้านบาทและมูลหนี้ของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 3.2 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นงบลงทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซและ 900 เมกะเฮิร์ซและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
บริษัทวางแผนที่จะชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซงวดแรกในเดือนก.พ. 2559 งบลงทุนเฟสแรกสำหรับการลงทุนในโครงข่าย 900 เมกะเฮิร์ซและ 1800 เมกะเฮิร์ซจะอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท วัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุนในครั้งนี้ได้แก่ การปรับโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งมากขึ้นโดยการลดภาระมูลหนี้และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลงจากเดิมในอีก 4 ปีข้างหน้าเมื่อถึงเวลาที่ TRUE จะต้องทำการเบิกถอนเงินกู้และจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ก้อนใหญ่ และเพื่อที่จะรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ต่ำกว่า 2 เท่าและระดับเครดิตเรตติ้งที่ระดับลงทุนให้ได้ตลอดไป
โครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้นหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้
การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ในครั้งนี้ถือว่ามาเร็วกว่าที่เราคาดก่อนหน้าว่าการเพิ่มทุนมีแนวโน้มเกิดขึ้นภายในช่วงปี 2560-62 ภายใต้สมมติฐานของราคาหุ้นเพิ่มทุนซึ่งเราคาดว่าจะอยู่ที่ 6 บาท/หุ้น เราคาดว่าหุ้นใหม่จากการเพิ่มทุนจะอยู่ที่ 10,000 ล้านหุ้น (หรือคิดเป็นผลกระทบจาก share dilution เท่ากับ 29%) หรือคิดเป็นอัตราส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นใหม่เท่ากับ 2.46:1 ผลจากการเพิ่มทุนและการลดมูลหนี้ในครั้งนี้จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อส่วนทุน (D/E ratio) ลดลงจาก 1.1 เท่า ณ สิ้นปี 2559 เหลือ 0.3 เท่า จาก 3.3 เท่า ณ สิ้นปี 2562 เหลือ 1.6 เท่าและจาก 3.8 เท่า ณ สิ้นปี 2564 เหลือ 1.7 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงจาก 1.7 เท่า ณ สิ้นปี 2559 เหลือ 0.03 เท่า จาก 2.3 เท่า ณ สิ้นปี 2562 เหลือ 1.5 เท่าและจาก 2.0 เท่า ณ สิ้นปี 2564 เหลือ 1.4 เท่า
เราคาดว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายไปได้ปีละ 2 พันล้านบาทภายใต้สมมติฐานของมูลหนี้ที่ลดลง 4 หมื่นล้านบาทและต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยที่ 5% เราคาดว่าผลขาดทุนสุทธิมีแนวโน้มลดลงอีก 21% ในปี 2559 (เหลือ 4.13 พันล้านบาท) และลดลงอีก 67% ในปี 2560 (เหลือ 988 ล้านบาท) ถ้าคิดผลกระทบสุทธิระหว่างจำนวนหุ้นใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มทุนและมูลหนี้ที่ลดลง ราคาเป้าหมายของเราซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ปรับลดลง 18% (เหลือ 3.30 บาท)
บริษัทยังคงแผนเพิ่มทุนไม่ว่าจะมีการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซใหม่หรือไม่
ถ้า JAS ตัดสินใจที่จะทิ้งใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซสำหรับใบแรกใหม่อีกครั้ง (โดยเราเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าที่จะเกิดขึ้น และคาดว่า JAS จะทำจ่ายเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซงวดแรกพร้อมยื่นหนังสือค้ำประกันได้ทันก่อนวันขีดเส้นตายคือวันที่ 21 มี.ค. 2559) ผู้บริหาร TRUE ยังคงยืนยันว่าบริษัทจะยังคงเดินหน้าจ่ายเงินค่าประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซใบที่สองที่บริษัทชนะประมูลมาได้ และจะยังคงแผนการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนตามเดิมโดยคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างเต็มที่จากกลุ่มซีพี และถ้าในกรณีที่ราคาประมูลสุดท้ายของใบอนุญาต 900 เมกะเฮิร์ซใบแรกที่อาจจะนำเอามาเปิดประมูลใหม่ต่ำกว่าใบที่สองที่ TRUE ชนะประมูลไป กสทช.ก็ควรจะคืนเงินส่วนต่างระหว่างสองใบอนุญาตให้กับ TRUE หรือมิฉะนั้นบริษัทก็คงจะเรียกร้องค่าความเสียหายดังกล่าวในชั้นศาล
เราประเมินว่ายังคงไม่มีความไม่แน่นอนว่ากสทช.จะเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ และจะทำการคืนเงินส่วนต่างกลับมาให้ TRUE หรือไม่ถ้าสมมติว่ามีการเปิดประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซใบแรกอีกครั้งจริง ถึงแม้ว่างบดุลจะดูแข็งแกร่งมากขึ้นหลังการเพิ่มทุน แต่เราก็ยังคงคำแนะนำ ขาย หุ้น TRUE เนื่องจากการพลิกกลับไปขาดทุนสุทธิอีกอย่างน้อย 5-7 ปี ความเป็นไปได้ของการเพิ่มทุนอีกหลายครั้งในอนาคต รวมถึงการไม่จ่ายเงินปันผล เราแนะนำให้ไปลงทุนในหุ้น ADVANC และ INTUCH แทนซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงในระดับ 6-7%






