วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTTGC - ซื้อ

ประเด็นหลักจากโรดโชว์

ประเด็นการลงทุน

เราได้พา CFO ของ PTTGC คุณดวงกมล เศรษฐนัง ไปพบปะกับนักลงทุน สถาบันในประเทศ โดยภาพรวมเรารู้สึกได้ว่ากลยุทธ์ในการลงทุนโครงการมาบตาพุด เรโทรฟิต ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน เนื่องจากโครงการดังกล่าวจะช่วยลดความกังวลต่อประเด็นอุปทานก๊าซภายในประเทศมีแนวโน้มลดลงและความเสี่ยงต่อการลงทุนโครงการใหญ่ในต่างประเทศ รวมทั้งมองนักลงทุนมีความสนใจต่อหุ้น PTTGC มากขึ้นเนื่องจากมีมูลค่าซื้อขายที่ถูก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับ PER ณ สิ้นปี 2559 ที่เพียง 6.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 10.5 เท่าอยู่ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 13.3 เท่า โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2559 ที่ 6.7% นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 3.2% อยู่มาก เราได้สรุปประด็นสำคัญดังนี้: 

ประเด็นที่ 1: PTTGC มีกลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงต่ออุปทานก๊าซภายในประเทศที่อาจลดลงอย่างไรบ้าง?

ผู้บริหารกล่าวว่า PTTGC ได้เตรียมรับมือเพื่อรองรับความเสี่ยงอุปทาน อีเทนภายในประเทศที่อาจลดลงหลังปี 2564 ในกรณีรอบการประมูลใบอนุญาตครั้งที่ 21 มีการเลื่อนออกไปแล้ว โดย PTTGC จะลงทุนมูลค่าไม่เกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการมาบตาพุด เรโทรฟิต ซึ่งได้แก่ การสร้างโรงแครกเกอร์ซึ่งใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบแห่งใหม่ (จะมีกำลังการผลิตเอธิลีน 500kta และ โพรพิลีน 250kta คาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2563) ที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่แนฟทาชนิดเบาจำนวน 1.5mta ซึ่งปัจจุบันขายให้ลูกค้าภายนอกโครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและอุปทานอีเทนในอนาคต ในกรณีเลวร้ายที่สุด บริษัทจะสามารถรักษาปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ไว้ได้เท่าเดิม (ที่ 2.3mta)

ภายใต้กรณีดีที่สุด (อุปทานอีเทนภายในประเทศอยู่ในระดับปกติ) ปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ของ PTTGC จะเพิ่มขึ้น 750kta ในขณะที่กรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด (อุปทานอีเทนในอ่าวไทยลดลง แต่มีอุปทานอีเทนเพิ่มจากการนำเข้า LNG) ปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ของ PTTGC คาดจะเพิ่มขึ้น 250kta โดยผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์จากโครงการนี้จะนำเข้าธุรกิจปลายน้ำของบริษัท



ประเด็นที่ 2: PTTGC จะมีแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศไหม?

นอกจากโครงการมาบตาพุด เรโทรฟิต PTTGC ให้ความสนใจต่อการลงทุนในโครงการ PO/Polyols (สายผลิตภัณฑ์โพลียูเรเทน) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/62 นอกจากนี้ PTT มีแผนเพิ่มสินทรัพย์เข้า PTT Group ในปีนี้ ผู้บริหารกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ PTT จะขายหุ้นในบริษัท HMC Polymers (PP, 41.44%) และ PTT Asahi Co., Ltd. (MMA, AN, 48.50%) ให้ PTTGC ที่เป็นบริษัทปิโตรเคมีหลักของกลุ่ม โดยงบลงทุนใน 3 โครงการรวมกันจะไม่เกิน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ PTTGC จะสามารถลงทุนในโครงการดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากมีเงินสดในมือจำนวน 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิที่เพียง 0.26 เท่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2558

ผู้บริหารเน้นว่าการลงทุนในโครงการมาบตาพุด เรโทรฟิต PO/Polyols และโครงการอัดฉีดสินทรัพย์เข้า PTT Group เป็นการลงทุนหลักในปีนี้ ในขณะที่การลงทุนอื่นๆในต่างประเทศ อย่างโรงงานปิโตรเคมีครบวงจรในสหรัฐ อินโดนิเซีย และ เวียดนาม เป็นโอกาสสำหรับ PTTGC ระยะยาว โดยผู้บริหารกล่าวว่าจะลงทุนในต่างประเทศต่อเมื่อมีทรัพยากรเพียงพอ ไม่มีความเสี่ยงต่างๆ และมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ 3: ความได้เปรียบในการแข่งขันของโรงงานโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบของ PTTGC ยังคงเหนือว่าโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบอยู่ไหมในช่วงราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับต่ำ?

ผู้บริหารกล่าวต้นทุนโรงงานโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบของ PTTGC ยังมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบแม้ในช่วงราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวเนื่องจาก 1) โรงงานที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบให้ผลผลิตเอธิลีนสูงกว่า (78% เมื่อเทียบกับ 31% ของโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบ), 2) โรงงานที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบให้ผลผลิตผลิตภัณฑ์พลอยได้เพียง 22% ซึ่งเหล่านั้นเป็นสินค้าที่มีราคาขายอ่อนตัว ส่งผลให้ผลประโยชน์จากโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบลดลง และ 3) ต้นทุนการผลิตของโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบนั้นสูงกว่าโรงงานที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ทั้งนี้ผู้บริหารชี้ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ราว 20 เหรียญต่อบาร์เรลจะส่งผลให้อัตรากำไรของโรงงานที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบและโรงงานที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบใกล้เคียงกัน

ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงได้ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับสูตรราคาของบริษัท (นโยบายส่วนแบ่งราคาระหว่าง 2 บริษัท [ที่มีคอนเซปต์ให้ IRR เท่ากัน] )ในสัญญาซื้อขายก๊าซระหว่าง PTTGC และ PTT เนื่องจากสูตรปัจจุบันอิงราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 70-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผู้บริหารได้ชี้แจงว่ายังต้องรอคำนวณผลได้/ผลเสียก่อน แต่บริษัทคิดว่าจะยังไม่มีการปรับสูตรเร็วๆนี้

ประเด็นที่ 4: ความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ของปิโตรเคมีที่ชะลอตัวในจีน

ผู้บริหารอ้างว่า อุปสงค์สำหรับปิโตรเคมีในจีนยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการซื้อของจีนเปลี่ยนไปเป็นการซื้อในปริมาณน้อยแต่ความถี่มากขึ้น เพื่อให้มีสต็อกไม่มากนัก นอกจากนี้ PTTGC ยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจีนผ่านตัวแทนซื้อขาย ซึ่ง 50% ของปริมาณขายอยู่ภายใต้สัญญาระยะยาว ดังนั้น ตัวแทนขายน่าจะสามารถเปลี่ยนไปขายให้กับตลาดอื่นได้ในกรณีที่ตลาดของประเทศจีนชะลอตัว

ผู้บริหารอธิบายว่า ภาวะอุปสงค์-อุปทานในปัจจุบันของโอเลฟินส์ซึ่งถูกรวมอุปทานของโรงงานโอเลฟินส์ที่ใช้ shale gas เป็นวัตถุดิบไปแล้วนั้นอยู่ในภาวะค่อนข้างสมดุล อุปสงค์ส่วนเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านตัน/ปี เทียบกับอุปทานส่วนเพิ่มที่ 5 ล้านตัน/ปี จากส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 700 เหรียญสหรับ/ตันไปอีก 2-3 ปี

ประเด็นที่ 5: แนวโน้มปี 2559 สดใส

ผู้บริหารอธิบายว่า แนวโน้มการดำเนินงานของ PTTGC คาดดีขึ้น YoY ในปี 2559 จากปริมาณขายที่ดีขึ้นจากอัตรากำลังการผลิตที่ขยายตัวและมาร์จิ้นของปิโตรเคมีที่ดีขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์ของบริษัทคาดเพิ่มขึ้น 95% ในปีนี้จาก 94% ในปี 2558 จากอุปทานอีเทนที่มากขึ้นจาก PTT (275 ตัน/ชม.เทียบกับ 244 ตัน/ชม.ในปี 2558) ปริมาณอุปทานอีเทนที่มากขึ้นจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและอัตรากำไรให้สูงขึ้น จากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบซึ่งจะหนุนให้มีผลผลิตผลิตภัณฑ์หลักมากขึ้น นอกจากนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงอะโรเมติกส์คาดเพิ่มขึ้นเป็น 88% ในปี 2559 จาก 74% ในปีที่ผ่านมา จากการไม่มีการปิดโรงงานซ่อมบำรุง และมาร์จิ้นของอะโรเมติกส์ที่คาดเพิ่มขึ้น YoY ในปี 2559 หนุนจากการใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงและมูลค่าผลิตภัณฑ์พลอยได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนฟทาที่สูงขึ้น นอกจากนี้โครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานในปีนี้-การขยายกำลังการผลิตโรงอะโรเมติกส์ 2 (PX 115kta, BZ 35kta, OX 20kta) ในไตรมาส 1/59 และการขยายโรงงานฟีนอล 2 (250kta) ในกลางปี 2559 น่าจะช่วยหนุนปริมาณผลิตในปี 2559 ให้สูงขึ้นได้