คาดกำไรปี 59 จะพลิกกลับมาเติบโต 12%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- กำไรปี 58 ลดลง 14% จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น 64% : กำไรปี 58 เท่ากับ 2.8 หมื่นล้านบาทลดลง 14% โดยมีกำไรก่อนการตั้งสำรองหนี้สูญเท่ากับ 6.6 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 10% อย่างไรก็ดี สินเชื่อด้อยคุณภาพที่สูงขึ้นทำให้มีการตั้งสำรองส่วนเพิ่มรวมกับการตั้งสำรองหนี้สูญกลุ่มลูกหนี้ SSI เต็มจำนวน(ยอดหนี้รวม 2.3 หมื่นล้านบาท) ทำให้มีค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับปี 57 และอัตราส่วนเงินสำรองฯต่อ NPL (CoverageRatio) เท่ากับ 111% ลดลงจาก 132% จากปลายปี 57
- คาดการณ์กำไรปี 59 จะพลิกกลับมาเติบโต 12% : ปี 59ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 3-4% เท่ากับ GDP และอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม10% (ลดลงจากการเติบโตระดับ 16% ในปี 58) เป็นแผนการดำเนินงานที่ค่อนข้างอนุรักษ์อย่างมาก เนื่องจากถ้าเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจอาจจะเห็นเป้าการเติบโตของสินเชื่อ 1.5 – 2 เท่าของ GDP สำหรับประมาณการกำไรปี 59 ด้วยสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อ3.5% และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญราว 2.5 หมื่นล้านบาทลดลง 18%YoY ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทรงตัวที่ระดับ 2.6% ในปี 58 และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ราว 45% คาดการณ์กำไรสุทธิปี 59 อยู่ที่ราว 3.18 หมื่นล้านบาทพลิกเติบโต 12% จากปี 58
- สินเชื่อมีศักยภาพเติบโตแต่ต้องจับตาดูพัฒนาการด้านคุณภาพสินทรัพย์ : สินเชื่อปลายปี 58 อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท เติบโต3.8%จากปลายปี 57 โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสินเชื่อคือสินเชื่อรายย่อยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 37% จาก 35% ใน ปี 57 และสินเชื่อ SME มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 22% จาก 19% ในปี 57 จากแผนเพิ่มผลตอบแทนจากพอร์ตสินเชื่อเพื่อให้เกิดสมดุลกับสินเชื่อภาครัฐที่มีแม้จะมีความเสี่ยงต่ำแต่มี yield ต่ำ และปีนี้สินเชื่อยังมีศักยภาพในการเติบโตจากมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งนี้หากไม่รวม NPL ลูกหนี้กลุ่ม SSI ปี 58 มี NPL เพิ่มขึ้น 15% ทำให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ ปลายปี 58 เพิ่มขึ้นเป็น 3.1% (2.6% หากไม่รวมกลุ่มลูกหนี้ SSI) จาก 2.3% ในปี 57 ขณะที่ธนาคารมีนโยบายที่จะรักษาระดับ NPL Ratio, ROA และ ROE ที่ระดับเดิมท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และการเกิด NPL ที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้น ขณะที่ผู้บริหารได้เปิดเผยถึงนโยบายในการติดตามหนี้ใกล้ชิดควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างระมัดระวังจึงต้องจับตาดูพัฒนาการด้านคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม20บาทสำหรับปี 59 : มุมมองด้านปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของ KTB ยังดีจากการเร่งออกมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในการสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ด้านคมนาคมที่ทำให้สินเชื่อยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องได้ ฐานะเงินกองทุนยังแกร่งที่ 15.83%และมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 12.4%ราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1 เท่าและ Keที่ 12% ได้เท่ากับ 20 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ความน่าสนใจของ KTB อยู่ที่ dividend yield สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ คาดการณ์เงินปันผลปี 58 ราว 0.73 บาทต่อหุ้นคิดเป็น yield 4.2% ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









