วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทีเอ็มบี' คาด กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1.50%

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี คาด กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% ชี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณบวกมากขึ้น

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี คาด กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.50 หลังเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณบวกมากขึ้น แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงด้านลบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยปีนี้

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งก่อนในวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินยังอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย เช่นเดียวกับทิศทางของค่าเงินบาทที่เกื้อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังต้องจับตาดูปัจจัยทางด้านเสถียรภาพ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ

ด้านภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายปี 2558 เศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาครัฐ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร่งดำเนินการ เช่น การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.-ธ.ค.58) มียอดเบิกสะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากการนำใบกำกับภาษีรวมไม่เกิน 15,000 บาทมาลดหย่อน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ไม่มากก็น้อย

จากมาตรการข้างต้นโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มเป็นบวกและจะได้รับแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเริ่มมีการก่อสร้างปีนี้ ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวตาม ประกอบกับมาตรการเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน เช่น มาตรการเร่งรัดการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อรวมกับมาตรการซอฟท์โลนให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ออกมาในช่วงก่อนหน้าจะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมปรับตัวดีขึ้น ด้านการบริโภคภาคเอกชนก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ตามการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภค จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการบริโภคสินค้าคงทน ดังนั้น ท่ามกลางแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐและการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงมองว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ในการประชุมวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้

อย่างไรก็ตาม ระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับหลายความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงแรก ได้แก่ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งออกของไทย ดังนั้น หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากกว่าคาด การส่งออกของไทยก็มีแนวโน้มจะหดตัวลงมากกว่าที่มีการประเมินไว้เช่นกัน อีกหนึ่งผลกระทบที่ตามมา ได้แก่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ดังนั้น เมื่ออุปสงค์จากจีนชะลอตัว ราคาก็ย่อมปรับลดลง และจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงตามไปด้วย เมื่อรวมกับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2559 ที่อาจรุนแรงกว่าปีก่อน แนวโน้มรายได้ของเกษตรกรรวมถึงการบริโภคจึงดูไม่สู้ดี หรือการบริโภคภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก

นอกจากความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากการปรับลดลงของราคาน้ำมันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากราคาน้ำมันมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ถึงแม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์มีแนวโน้มปรับขึ้นจากฐานราคาน้ำมันในระดับสูงค่อย ๆ ทยอยหมดไป แต่หากราคาน้ำมันปรับลดลงอีก อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ร้อยละ 1.0 – 4.0 และจะส่งผลให้ กนง.ไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นในช่วงท้ายปี 2558 รวมกับแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีนี้จะต้องเผชิญกับหลายความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และส่งผลต่อทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย