คาดกำไร 4Q8 สูงสุดสำหรับปีและคงคาดกำไรทั้งปีตามเดิม
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดกำไรในช่วง 4Q58 สูงสุดรายไตรมาสและยังคงคาดกำไรทั้งปีเท่าเดิม : ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการเข้าสู่ฤดูกาลของการจับจ่ายใช้สอย มาตรการลดหย่อนภาษีในการซื้อสินค้าของรัฐบาลในช่วงปลายปี รวมทั้งการเปิดดำเนินการสาขาครบถ้วนทุกสาขาจะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนผลประกอบการในช่วงไตรมาสสุดท้ายให้สูงสุดรายไดรมาสของปี 58 โดยคาดการณ์กำไรสุทธิเกือบ 2.5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 36%YoY และ 34%QoQ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยงคงประมาณการกำไรปี 58 ตามเดิมที่ราว 8.5 พันล้านบาทซึ่งเติบโต 16%YoY
- คาดกำไรปี 59 เติบโตต่อเนื่องราว 15% : การเปิดดำเนินการสาขาใหม่ต่อเนื่องจากแผนปีละอย่างน้อย 3 แห่งทำให้รายได้มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากแผนเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 29 สาขาอยู่ในระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการได้แก่ สาขาจ.นครศรีธรรมราช สาขาจ.นครราชสีมาซึ่งมีแผนเปิดบริการปี 59 และสาขาภูเก็ตเฟส 2 จะเปิดบริการปี 60 ส่วนโครงการที่ประเทศมาเลเซียเพิ่งเริ่มก่อสร้างและคาดว่าจะเลื่อนเปิดดำเนินการไปเป็นปี 61 ปีนี้ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เติบโต 14-15% ฝ่ายวิจัยคาดการณ์รายได้รวมปี 59 ราว 3.45 หมื่นล้านบาทเติบโต 15% และคาดกำไรสุทธิราว 9,759 ล้านบาทเติบโต 15%
- เพิ่มแหล่งรายได้ด้วยการพัฒนาคอนโดมิเนียมเพื่อขาย : ต้นเดือนม.ค.59 บริษัทได้ทำการเปิดขายคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “Escent” 3 แห่งติดศูนย์การค้าที่เปิดดำเนินการแล้วในที่ดินส่วนที่เหลือในจังหวัดระยอง ขอนแก่น และเชียงใหม่มูลค่าโครงการรวม 3 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้จากโครงการเพื่อขายเพิ่มเติมจากรายได้ค่าเช่าและเป็นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดิน ทั้งนี้การเปิดขายได้รับการตอบรับค่อนข้างดี สาขาเชียงใหม่มียอดจอง 80% สาขาระยองมียอดจอง 50% และสาขาขอนแก่นมียอดจอง 60% คาดเริ่มก่อสร้างในช่วง 2Q59 และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 61 ฝ่ายวิจัยมองว่าปัจจัยเสี่ยงของการพัฒนาคอนโดมิเนียมเพื่อขายอยู่ที่การบริหารงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จทันเวลาและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
- คงคำแนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 65 บาท : เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกให้เช่าที่มีแผนเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องและการพัฒนาฟังก์ชั่นของศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของผู้บริโภค ราคาเหมาะสมซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ที่ WACC 6.3% อยู่ที่ 65 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดซึ่งซื้อขายที่ระดับ PER ระดับ 24 เท่าต่ำกว่าค่า PER เฉลี่ย 1 ปีที่ระดับ 31 เท่า ทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”









