ความหวังเรื่องน้ำมัน และมาตรการเพิ่มจาก BOJ
คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อหนุนหุ้นพลังงาน แต่ตลาดอาจถูกฉุดโดยปัจจัยภายในประเทศที่เป็นลบจากความไม่แน่ใจว่า JAS จะได้รับการค้ำประกันจากธนาคารสำหรับใบอนุญาต 4G และมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลมีแนวโน้มจะเข้าร่วม สนธิสัญญา TPP เป็นปัจจัยบวกมีลุ้นว่า BOJ จะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม แม้จะไม่ใช่จากการประชุมวันนี้
หุ้นเด่นวันนี้: BBL(Bt151.50; ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 188.00 บาท)
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คาดจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการขยายตัวของสินเชื่อขนาดใหญ่โดยได้รับแรงผลักดันจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเนื่องจากธนาคารมีความชำนาญเกี่ยวกับสินเชื่อดังกล่าว ธนาคารเชื่อการลงทุนของภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากภาคเอกชน จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ธนาคารได้ปรับอัตราการเติบโตของสินเชื่อปีนี้จาก 3-3.5% เป็น 3-5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ 5% นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ในหลายๆธนาคารให้แย่ลง แต่ BBL สามารถที่จะรักษาระดับอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ในระดับต่ำ และมี coverage ratio สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ 2.8% และ 185.3% ตามลำดับ เราเชื่อว่าการตั้งสำรองหนี้สูญเป็นจำนวนมากจะทำให้ธนาคารได้เปรียบคู่แข่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการพยายามที่จะเพิ่มปริมาณเงินตั้งสำรองให้เพียงพอ และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ปัจจุบันหุ้น BBL น่าสนใจมากอิงจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีที่ถูกที่ 0.8 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนน่าสนใจที่ 4.6% เราคาดการณ์กำไรจะเติบโตที่ 10.7% และ 9.3% ในปี 59 และปี 60 ตามลำดับ Price Pattern ของ BBL เกิดการฟื้นตัวในระยะสั้นจากการเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ แต่ยังคงถูกกดดันจากการเกิดทั้ง Weekly & Monthly Sell Signal อยู่ อย่างไรก็ตามจากการปรับตัวลงที่ผ่านมาของ BBL ที่ค่อนข้างมาก ประกอบกับได้เกิดสัญญาณ Bullish Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัว (Reversal Pattern) และตามมาด้วยการกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ จึงคาดว่า Price Pattern ของ BBL น่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้พอสมควรในระยะสั้น โดยมีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 159.50 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 170 บาท โดยมีจุด Stop Loss ของ BBL ในรอบนี้อยู่ที่ 144 บาท (Resistance: 152.50, 153.50, 155.50; Support: 151.00, 150.00, 148.00)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• การเลือกตั้งทั่วไปอาจถูกเลื่อนเป็นปลายปีหน้า เนื่องจากคณะร่างรัฐธรรมนูญต้องการเวลาเพิ่มขึ้นที่จะร่างกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้สมบูรณ์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้กล่าววานนี้ เป็นนัยว่าการจัดการเลือกตั้งภายใน ก.ค.60 ตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอาจถูกเลื่อนออกไป (The Nation)
• รมว. กระทรวงการคลังปรับลดการคาดการณ์จีดีพี รมว.กระทรวงการคลังได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี FY16 ลงจากก่อนหน้า 3.8% เหลือ 3.7% ซึ่งยังมากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% โดยการเติบโตในปีนี้จะสนับสนุนโดยการลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รมว.ได้คาดการณ์การส่งออกเติบโตเพียง 1% ซึ่งอาจปรับลดอีก 0.4% หรือปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.6% จากอุปสงค์ในตลาดโลกที่ยังซบเซา (Bangkok Post)
• อาจต้องนำคลื่น 900 มาประมูลใหม่กสทช. คาดว่าอาจต้องมีแผนการรองรับการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ในกรณีที่ JAS (3.06บาท) ไม่สามารถกู้มาจ่าย/มีการค้ำประกันได้ โดยประเด็นนี้พัฒนามาจากข่าวลือในอุตสาหกรรมที่ว่าแผนกู้เงินของ JAS ถูก BBL ปฏิเสธมา โดยแผนการประมูลใหม่น่าจะเสนอให้คณะทำงานด้านกฎหมายของ กสทช. ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะพิจารณาเรื่องค่าปรับและเงื่อนไขการประมูลใหม่ด้วย แหล่งข่าวระดับสูงของ กสทช. กล่าว (Bangkok Post) ความเห็น: ณ ปัจจุบันเรายังเห็นว่า JAS ไม่น่าจะยอมเสียค่าปรับที่เป็นจำนวนถึง 644 ลบ. โดยทางออกยังมีอยู่คือการให้กู้และค้ำประกันอาจอยู่ในรูปร่วม (syndicated) ถ้า BBL เกิดไม่สามารถค้ำประกันคนเดียวได้ ทั้งนี้ หาก JAS ไม่สามารถหาคนค้ำประกันได้ จะส่งผลบวกต่อค่ายมือถือที่เหลือเพราะแนวโน้มการแข่งขันรุนแรงในตลาดจะผ่อนคลายลง
• รมว.กระทรวงพาณิชย์มองบวกต่อทีพีพี จากงานศึกษาโดยสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ซึ่งรับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ พบว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี มากกว่าเสีย ข้อดีได้แก่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและมาตรฐานการให้บริการ สนับสนุนโดยภาระภาษีจ่ายที่ลดลงรวมถึงการลดอุปสรรคต่อการลงทุนและการค้าบริการ งานศึกษาประเมินว่าทีพีพีจะช่วยเพิ่มการเติบโตของจีดีพีได้ 0.77% และอาจสูงถึง 1.06% หากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เข้าร่วมทีพีพีด้วย (Bangkok Post)
• PTTEP ประกาศกำไรสุทธิงวด 4Q58 อยู่ที่ 4.7 พันลบ. พลิกจากขาดทุนสุทธิ 4.6 หมื่นลบ. ในงวด 3Q58 และขาดทุนสุทธิ 2.4 หมื่นลบ. ในงวด 4Q57 บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 58 ในอัตรา 2.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนงวดครึ่งปีที่ 3.5% (7.0% เทียบรายปี) วันขึ้นเครื่องหมาย XD คือวันที่ 9 ก.พ. 59 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 เม.ย. 59(SET)ความเห็น: กำไรสุทธิที่ประกาศออกมาน้อยกว่าที่เราคาดไว้ที่ 7.6 พันลบ. และน้อยกว่า Bloomberg consensus ที่ 5.9 พันลบ. เนื่องจากค่าใช้จ่ายภาษีพิเศษที่ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ เรายังคงแนะนำ ถือ เพื่อรับเงินปันผล โปรดดูรายงานฉบับเต็มวันนี้
ต่างประเทศ
• คาดว่าจะมีการร่วมมือกันลดกำลังการผลิตน้ำมัน: นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานระบุว่าซาอุดิอาระเบียได้เสนอให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันลดกำลังการผลิตสูงสุดประเทศละ 5% ซึ่งรัสเซียซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปกและเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลกจะลดกำลังการผลิตราว 5 แสนบาร์เรลต่อวัน โอเปกกำลังพยายามที่จะจัดการประชุมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆ ในเดือนหน้า (Reuters)
• ความปั่นป่วนของตลาดทำให้การประชุมนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันนี้ยากที่จะวิเคราะห์ คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีการหารือกันในวันนี้ว่าความเสี่ยงจากตลาดที่ผันผวนและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวนั้นได้เพิ่มมากขึ้นพอที่จะออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหรือไม่ (Reuters)
• นักลงทุนมีความระมัดระวังหลังจากเฟดส่งสัญญาณครั้งล่าสุด ว่าเฟดยังไม่พร้อมยกเลิกการดำเนินนโยบายการเงินแบบหดตัวในปีนี้ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิมเมื่อวันพุธที่ผ่านมาและกล่าวว่าเฟด “กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด” เกี่ยวกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเงิน (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์เทียบกับเงินยูโรเมื่อวันพฤหัส จากการลดลงของคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสนับสนุนความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวจากความต้องการทั่วโลกที่ลดลง เงินยูโรแตะระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 20 ม.ค. เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดแข็งค่าขึ้น 0.45% อยู่ที่ 1.0940 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันพฤหัส จากรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่งของเฟซบุ๊คได้ผลักดันให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขขึ้นและการดีดกลับของราคาน้ำมันได้ช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงาน มีบริษัทอื่นๆ จำนวนหนึ่งที่มีผลประกอบการอันแข็งแกร่งอีกด้วย ราคาหุ้นเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น 15.5% เป็นการกระโดดขึ้นมากที่สุดในวันเดียวนับแต่ปี 2556 หลังจากบริษัท behemoth ซึ่งทำโฆษณาออนไลน์ทลายความคาดหวังด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 52% ในไตรมาส 4/58 (Reuters)
• คำสั่งซื้อสินค้าคงทนในสหรัฐร่วงลง 5.1% ในเดือนธันวาคม เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง
• ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นและความต้องการสินค้าทั่วโลกที่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลง ณ สิ้นปี 2558 ตัวเลขดังกล่าวลดลง 0.5% ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนซึ่งครอบคลุมสินค้าที่มีอายุใช้งาน 3 ปีหรือมากกว่านั้นนับแต่เครื่องปิ้งขนมปังไปจนถึงอากาศยานลดลง 0.6% ในเดือนก่อน (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีปรับตัวลดลงจากผลประกอบการของบริษัท Roche ที่ประกาศออกมาน่าผิดหวังและกดดันราคาหุ้นในกลุ่ม Healthcare ประกอบกับแรงกดดันจากประเด็นมาตรการของ EU ที่จะช่วยธนาคารอิตาลีในการโละหนี้เสีย ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มน้ำมันฟื้นตัวสูงขึ้นหลังจากมีสัญญาณว่ารัสเซียเตรียมจะร่วมมือกับกลุ่ม OPEC ในการลดอุปทานน้ำมันโลก (Reuters)
เอเชีย:
• การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและผลผลิตภาคโรงงานในญี่ปุ่นหดตัวลง โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือน ธ.ค. หดตัวลง 4.4% YoYมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 58 และนับเป็นการลดลง 4 เดือนติดต่อกัน นอกจากนี้ยังมากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 2.4% ขณะที่ผลผลิตภาคโรงงานลดลง 1.4% ในเดือน ธ.ค. มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 58 และมากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 0.3%(Reuters)
• ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานของญี่ปุ่นเดือน ธ.ค. สูงขึ้น 0.1% YoYเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ ทั้งนี้รับดับการขยายตัวดังกล่าวยังถือว่าห่างไกลกับเป้าหมายของ BOJ ที่ 2% (Reuters)
• ผู้บริโภคจีนยังคงจับจ่ายใช้สอยแม้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ล่าสุดสะท้อนได้จากผลประกอบการของ Alibabaที่ขยายตัว โดยรายได้งวด 4Q58 เพิ่มสูงขึ้น 32% YoYมาอยู่ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์ฯ มากกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ธุรกรรมการซื้อขายออนไลน์ยังเห็นการเติบโตที่ 23% แม้จะชะลอตัวที่สุดในรอบกว่า 3 ปีก็ตาม (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบราคาขึ้นเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันพฤหัส ด้วยความหวังว่าจะมีการตกลงกันในรอบทศวรรษระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อแก้ปัญหาอุปทานน้ำมันล้นตลาดซึ่งได้กดราคาน้ำมันลงกว่าปีครึ่ง Brent ปรับขึ้นเพียง 79 เซนต์ (+2.4%) ปิด 33.89 ดอลลาร์หลังไปแตะจุดสูงสุดของวันที่ 35.84 ดอลลาร์ น้ำมันดิบสหรัฐบวก 92 เซนต์ (+2.9%) ปิดที่ 33.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยขึ้นไปสูงสุดถึง 34.82 ดอลลาร์ (Reuters)
• ผู้ผลิตน้ำมันหันมาร่วมมือกัน Baker Hughes Incผู้ให้บริการแหล่งน้ำมันคาดว่าจำนวนแท่นน่าจะลดลงถึงราว 30% ในปี 59 นี้
• ราคาทองร่วง 1% วันพฤหัส กดดันจากตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงก่อนหน้าตามการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน นักลงทุนในทองคำแท่งจึงขายทำกำไรจากวันพุธที่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ ราคาทองคำตลาดจรปรับลง 0.9% อยู่ที่ 1,115.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปรับลง 20 เซนต์ อยู่ที่ 1,115.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)









