วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

TU - ซื้อ

คาดค่าใช้จ่ายพิเศษและสำรองการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ในไตรมาส 4/58

ประเด็นการลงทุน

ถึงแม้ว่าจะมีการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกดีลการเข้าซื้อกิจการบัมเบิลบี รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตั้งสำรองเรือประมงในไตรมาส 4/58 แต่เราคิดว่ารายการพิเศษดังกล่าวส่วนใหญ่ถือว่ารายการที่ไม่ใช่เงินสดและเป็นรายการที่ทำการบันทึกเพียงครั้งเดียวซึ่งไม่ใช่มาจากการดำเนินงานปกติของบริษัท เราประเมินว่าอัพไซด์ต่อกำไรสุทธิของ TU ในปี 2559 จะมาจากแผนการเข้าซื้อกิจการซึ่งจะมุ่งเน้นไปยังธุรกิจแบรนด์ ประมาณการรายได้ของเราสำหรับในช่วงปี 2559-2561 ยังคงถือว่าค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นจากแผนการเข้าซื้อกิจการใหม่โดยถือว่าเป็นอัพไซด์ในอนาคต เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากธุรกิจหลักที่ยังคงมีอัตราการเติบโตในเกณฑ์ดี แต่ในแง่ของการประเมินมูลค่าในเชิงเปรียบเทียบ เรายังคงมองว่าหุ้น CPF ณ ราคาปัจจุบันถือว่าถูกกว่า TU ถ้าเปรียบเทียบอัตราส่วน PER ในปี 2559 ของ CPF ซึ่งอยู่ที่ 12.3 เท่าเทียบกับอัตราส่วน PER ในปี 2559 ของ TU ซึ่งอยู่ที่ 14.7 เท่า

ส่องกล้องไตรมาส 4/58—กำไรหลักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY

เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 600 ล้านบาท ลดลง 14% YoY และ 63% QoQ โดยในไตรมาส 4/58 เราคาดว่าจะมีบันทึกรายการพิเศษ 4 รายการซึ่งได้แก่ 1) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการยกเลิกดีลการเข้าซื้อกิจการบัมเบิลบีจำนวน 200 ล้านบาท (ซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธุรกรรมด้านการเงิน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุน เป็นต้น) 2) ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายจำนวน 100 ล้านบาท 3) ค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าของเรือประมงจำนวน 400 ล้านบาท และ 4) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 140 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าทางบัญชีของเรือประมงของ TU ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หากไม่รวมรายการพิเศษข้างต้น กำไรหลักคาดว่าจะอยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY แต่ลดลง 35% QoQ ซึ่งเรามองว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ดีภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัวและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนมาก

กำไรหลักที่มีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อย YoY เนื่องมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มสูงขึ้น (จากสัดส่วนรายได้ของธุรกิจทูน่าแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะที่ราคาต้นทุนปลาทูน่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ และต้นทุนราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวลดลง) การลดลงของกำไรหลัก QoQ เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการส่งออกและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล เราคาดรายได้ไตรมาส 4/58 ในรูปของดอลลาร์ที่ 915 ล้านเหรียญ หรือลดลง 9% YoY และ 6% QoQ แต่รายได้ในรูปของเงินบาทคาดว่าจะทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/58 คาดว่าจะอยู่ที่ 16% เทียบกับ 14.4% ในไตรมาส 4/57 และ 17.3% ในไตรมาส 3/58

ยังคงไม่มีสัญญาณว่าราคาปลาทูน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

ราคาปลาทูน่าสคิปแจ็คเฉลี่ยแตะจุดสูงสุดของปีที่แล้วที่ 1,500 เหรียญ/ตันในเดือนส.ค. ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,000 เหรียญ/ตันในช่วงพ.ย.-ธ.ค. 2558 เนื่องจากอุปทานปลาทูน่าที่เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนเรือประมงจีนที่เพิ่มมากขึ้นและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงอย่างมาก (น้ำมันเชื้อเพลิงถือว่าเป็นส่วนประกอบของต้นทุนที่สูงสุดของการจับปลา) เราคาดว่าราคาปลาทูน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปจนถึงไตรมาส 1/59 และอาจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 2/59 ดังนั้นเพื่อการบริหารจัดการให้ได้มาร์จิ้นสูงที่สุด บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การขายใหม่ โดยอาจจะต้องหันไปเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ของธุรกิจทูน่าแบรนด์มากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ซึ่งจะให้มาร์จิ้นที่สูงกว่าภายใต้ภาวะที่ราคาปลาปรับยังอยู่ในระดับต่ำหรือปรับตัวลดลง (เนื่องจากมาร์จิ้นของธุรกิจรับจ้างผลิตทูน่าหรือโออีเอ็มจะให้มาร์จิ้นที่ค่อนข้างต่ำภายใต้ภาวะที่ราคาปลายังคงอยู่ในระดับต่ำ) และถ้าราคาปลาทูน่าเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 บริษัทจึงค่อยไปปรับสัดส่วนของธุรกิจโออีเอ็มให้เพิ่มขึ้นแทน เราคาดราคาปลาทูน่าสำหรับในปี 2559 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 800-1,300 เหรียญ/ตัน

บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2559 ที่ 15-20%

บริษัทคาดรายได้ปี 2559 เติบโต 15-20% ซึ่งครึ่งหนึ่งจะมาจากการเติบโตของธุรกิจหลัก ส่วนที่เหลือจะมาจากการเข้าซื้อกิจการใหม่ เราได้ทำการรวมการเข้าซื้อกิจการของรูเก็น ฟิช (ซึ่งประกาศในเดือนธ.ค. 2558) เข้าไปในประมาณการของเราแล้วสำหรับอัตราการเติบโตของรายได้ในปี 2559 ที่ 11% (ซึ่งถือว่ายังคงต่ำกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้) แต่เรายังคงไม่ได้รวมการเข้าซื้อกิจการใหม่อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเข้าไปในประมาณการของเราแต่อย่างใด