ปัจจัยติดตามสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหรัฐประสบกับพายุหิมะหนักทำให้ราคาน้ำมันที่ใช้ทำความร้อนพุ่งขึ้นกว่า 10% จึงทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งตามขึ้นไป และส่งผลให้นักลงทุนที่ทำ Short position น้ำมันไปก่อนหน้านี้ ต่อเร่งปิด Position ปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นไป
ประกอบกับในสัปดาห์ก่อนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ส่งสัญญาณว่าในการประชุมเดือน มี.ค. อาจจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มชะลอลงไป
ด้านสหรัฐ จะต้องติดตามการประชุม FOMC ในวันที่ 26-27 ม.ค. ซึ่งคาดว่ายังไม่ปรับดอกเบี้ย และคาดว่า จะยังไม่ปรับขึ้นในการประชุมเดือน มี.ค. ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 28-29 ม.ค. ซึ่งตลาดมีลุ้นว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเพิ่มเติมด้วยการขยายวงเงิน QE ของ BOJ
ด้านราคาน้ำมัน ตลาดมองว่า น่าจะยังไม่ถึงจุดต่ำสุด การดีดตัวขึ้นมาคราวนี้ยังไม่ใช่ขาขึ้นที่แท้จริงเพราะยังมีอุปทานล้นตลาดในระดับสูงและอิหร่านที่เพิ่งพ้นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติมหาอำนาจตะวันตกและสหประชาชาติจะกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีก แต่หากดูตามสัญญาณทางเทคนิคก็จะเป็นบวกในระยะสั้น
ด้านปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็นบวก โดยเฉพาะความคืบหน้าของโครงการภาครัฐ
นอกจากนี้ ด้านเทคนิค การดีดกลับอย่างแรง ของ SET Index, DowJones, และ น้ำมันดิบ WTI ในสัปดาห์ก่อน ทำให้เกิดสัญญาณซื้อรายวันของทั้ง 3 ดัชนีดังนั้นจึงคาดว่าตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นในระยะสั้น อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์
ด้าน Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ แนะนำซื้อหุ้น SCB ของธนาคารไทยพาณิชย์เนื่องจาก หุ้นธนาคารพาณิชย์ ทั้งในประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศพัฒนาแล้ว มี Valuations ที่ต่ำมาก โดย SCB มี P/E ratio ที่ 7.4 เท่า และมี P/B ที่ 1.2 เท่า และมี Dividend yield สูงที่ 5.3-5.4% การที่หุ้นธนาคารพาณิชย์มี Valuations ที่ต่ำในระดับนี้ ถือว่าใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรรอบใหญ่รอบนี้แล้ว จากนี้น่าจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวในขณะเดียวกันกองทุนระดับโลกเริ่มเข้าซื้อหุ้นธนาคารในภูมิภาคต่างๆ ของโลกซึ่งน่าจะรวมหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ของไทยด้วย อนึ่งได้เกิดสัญญาณซื้อของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์หลายตัวซึ่ง SCB เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน
ด้านปัจจัยพื้นฐาน SCB ถือเป็นหุ้น Turnaround ตัวหนึ่งซึ่งปีที่แล้วประสบปัญหาเรื่อง SSI UK ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรีที่ทำกิจการโรงถลุงเหล็กในอังกฤษและขาดทุนจนต้องขายทรัพย์สินชำระกิจการ ทำให้ธนาคารหลายแห่งในประเทศไทย รวมถึง SCB ต้องตั้งบัญชีสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในขนาดใหญ่มากในปีที่แล้วแต่ปัจจุบัน SCB ได้ตัดหนี้สูญ SSI UK ไปหมดแล้ว และได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนสำหรับ SSI ในประเทศไทยแล้วทำให้ปัญหาที่เกี่ยวกับ SSI ทั้งหมดจบสิ้นลงไปดังนั้น บัญชีสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในปีนี้ของ SCB จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญสู่ภาวะปกติ โดยจะลดจากปีที่แล้ว 27%ทำให้เกิดกำไรมากขึ้น
ด้านสินเชื่อเราคาดว่า ปีนี้จะกลับมาโต 5-6% และมีโอกาสที่จะต้องปรับประมาณการ การขยายตัวของสินเชื่อปีนี้ขึ้นจากการที่รัฐบาลเร่งลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่ง SCB ก็จะได้ประโยชน์ด้วยนอกจากนี้ SCB มีลูกค้า Corporate bank ใหญ่ และ SME ซึ่งได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ SME
ด้านกำไรเรามองว่าปีที่แล้ว SCB กำไร -11.5% ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโต 16.3% ส่วนปี 2560 มองว่าจะขยายตัว 8% ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้น ในเชิงเทคนิค ได้เกิดสัญญาณซื้อรายวันบ่งชี้ว่าราคาหุ้นกำลังจะปรับขึ้นไปในระยะสั้น ประกอบกับ หุ้น SCB จะต้องขึ้นไปปิด falling gap อันเป็นสัญญาณผิดปกติที่เปิดไว้ก่อนหน้าที่ 127.50 บาท ทำให้ SCB น่าจะขึ้นไปได้ที่ 127.50 บาท เป็นอย่างน้อยและอาจไปได้ถึง 132.50 หรือ 145 บาท ในทางเทคนิคโดยเรามองราคาเป้าหมายทางพื้นฐานสำหรับปีนี้ที่ 152 บาท มี upside กว่า 20%









