เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2559 เชิงอนุรักษ์นิยม
ประเด็นการลงทุน
LH เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2559 เชิงอนุรักษ์นิยม นำไปสู่ความเสี่ยงต่อเป้าหมายการดำเนินงานที่ต่ำลง รวมถึงมีโอกาสที่ผลงานอาจดีกว่าเป้าหมายได้ ทั้งนี้เรามีความเชื่อมั่นต่อกำไรหลักปี 2559 ที่เติบโตโดดเด่นที่ 17% ด้วยความชัดเจนของรายได้จากการขายโรครงการที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย (คิดด้วยวิธีSOTP) ณ สิ้นปี 2559 ที่ 9.80 บาท (เป้าหมาย PER ธุรกิจอสังหาฯเพื่อขายอยู่ที่ 16 เท่า และมูลค่าการลงทุนตามราคาตลาดที่ 3.0 บาท/หุ้น) ปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้นได้แก่ กำไรไตรมาส 4/58 ที่จะประกาศแข็งแกร่งมากและเงินปันผลต่อหุ้นสำหรับครึ่งหลังของปี 2558 ทั้งนี้มูลค่าหุ้นถือว่าไม่แพง โดย LH ซื้อขายกันที่ PER ปี 2559 ที่ 13.4 เท่า ต่ำกว่าค่าลี่ยนปี 2549-2558 ที่ 15.2 เท่า
เป้าหมายเปิดตัวโครงการและยอดจองซื้อปี 2559 ค่อนข้างอนุรักษ์
จากแผนธุรกิจที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมของ LH วางแผนเปิดตัวโครงการ 23.5 พันล้านบาท (เป็นที่อยู่อาศัยแนวราย 68% และ คอนโด 32% โดย 81% อยู่ในกรุงเทพฯและอีก 19% อยู่ในต่างจังหวัด) ลดลง 13% YoY จากมูลค่าการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ลดลง 38% YoY ที่ 16 พันล้านบาทในปี 2559 หลังการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบสูงถึง 37 พันล้านบาทต่อปีต่อเนื่องในปี 2557-2558 ทั้งนี้การเปิดตัวคอนโดจะก้าวกระโดดจากไม่มีโครงการคอนโดใหม่เลยในปี 2558 เป็น 7.5 พันล้านบาทในปี 2559 (3 คอนโดหลักที่สุขุมวิท 38, ทองหล่อ และวุฒากาศ) เป้าหมายยอดจองซื้อปี 2559 อยู่ที่ 28 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY จากยอดจองที่เติบโต 57% สำหรับคอนโดและ 4% สำหรับที่อยู่อาศัยแนวราบ ยอดจองซื้อปี 2559 มีความเป็นไปได้จากเป้าการเติบโตเชิงอนุรักษ์นิยมสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและยอดจองซื้อเฉลี่ยที่ 40% สำหรับโครงการคอนโดใหม่
เชื่อมั่นเป้ารายได้เติบโต 2559
เป้าหมายรายได้จากการขายอสังหาฯปี 2559 อยู่ที่ 28 พันล้านบาท (โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 75% และคอนโด 20%) เติบโต 14% จากประมาณการของเราที่ 24.9 พันล้านบาทในปี 2558 แม้ว่าจะมีการเลื่อนเริ่มต้นโอนโครงการคอนโด The Bangkok สาทร (มูลค่าโครงการรวม 7.5 พันล้านบาท จองแล้ว 62%)จากไตรมาส 4/59 เป็นไตรมาส 1/60 แต่ความชัดเจนรายได้จากการขายอสังหาฯปี 2559 ยังคงมีความชัดเจนสูงเพราะมีคอนโดสร้างเสร็จพร้อมโอนมูลค่ารวม 12 พันล้านบาทในปี 2559 (ด้วยอัตราการจองซื้อแล้วสูงถึง 74%) เทียบกับเพียง 6 พันล้านบาทในปี 2558 ทั้งนี้ยอดขายรอรับรู้รายได้ณสิ้นีป 2558 คาดว่ารับประกัน 32% ของประมาณการรายได้จากการขายอสังหาฯ ปี 2559 ของเราซึ่งเป็นระดับที่มากทีสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นปี 2559 ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเล็กร้อย YoY และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายน่าลดลงได้จากการขยายตัวของรายได้
คาดรายงานกำไรไตรมาส 4/58 น่าประทับใจ
ยอดจองซื้อในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% YoY และ 34% QoQ จากการเติบโตของที่อยู่อาศัแนวราบ 81% YoY และ 55% QoQ โดยเราคาดกำไรหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY และ 51% จากยอดขายที่อยู่อาศัยที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ที่ 8.9 พันล้านบาท กำไรจากการขายโรงแรม Terminal 21 เข้า REIT คาดอยู่ที่ 960 ล้านบาท มากกว่าที่เราคาดเดิม 800 ล้านบาท ดังนั้นกำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 3.2 พันล้านบาท ลดลงเพียง 3% YoY (แม้ว่ากำไรจะสูงที่สุดในประวิติศาสตร์ในไตรมาส 4/57) และเพิ่มขึ้น 115% QoQ นอกจากนั้เราคาดเงินปันผลต่อหุ้นสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2558 ที่ 0.3 บาท และขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนเม.ย.
สร้างฐานขยายเพิ่มรายได้ประจำต่อเนื่อง
ในวันที่ 21 ม.ค. 2559 บริษัทซื้ออพาร์ตเม้นท์ในแคลิฟอร์เนีย,สหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารวม 3.6 พันล้านบาท ดังนั้นปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของอาร์ตเม้นท์ที่สหรัฐอเมริการวม 3 แห่งด้วยมูลค่าการลงทุนรวมราว 10 พันล้านบาท บริษัทวางแผนจะสร้างโรงแรมในซอยทองหล่อเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/59 และศูนย์การค้าในพัทยาเสร็จสิ้นในปี 2561 โดยรายได้ค่าเช่า(คิดเป็น8% ของรายได้รวม) คาดเพิ่มขึ้น 28% YoY ที่ 2.6 พันล้านบาทในปี 2559 ทั้งนี้ประเด็นบวกสำคัญในอนาคนคือบริษัทจะสามารถรับรู้กำไรได้อย่างมีนัยสำคัญจากการขายสินทรัพย์ให้เช่าของบริษัท









