บอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติ 3 โครงการช่วยเหลือเกษตรกร วงเงิน 9.3 หมื่นล้าน ทำซอฟท์โลนส่งเสริมเอสเอ็มอีเกษตรดอกเบี้ย 4% โดยที่รัฐไม่ต้องอุดหนุน
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบให้ธนาคารทำโครงการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ตามมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล จำนวน 3โครงการ วงเงินรวม 9.3 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อรับทราบและพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย 1. โครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1เอสเอ็มอีเกษตร วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเกษตรมีความเข้มแข็ง สนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับตัวเป็นผู้ประกอบการ มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร กำหนดวงเงินต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 4% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี หรือซอฟท์โลน เป็นเวลา 7 ปี โดยจะเริ่มให้เงินกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2559-31 มี.ค.2560
2. โครงการ สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินของเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในปี 2558/2559 วงเงินรวม 6 พันล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ให้มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรไปก่อหนี้นอกระบบ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาคืนเงินกู้ 1 ปี กำหนดวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 0%ในช่วง 6 เดือนแรก เดือนที่ 7-12 คิดอัตราดอกเบี้ย 4% สำหรับเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นลูกค้าของธ.ก.ส. และมีสินเชื่อกับธ.ก.ส.ทั้งหมดไม่เกิน 5 แสนบาท เพราะธนาคารต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นรายย่อยจริงๆคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ประมาณ 5 แสนราย
และ 3. โครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤติภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ภัยแล้ง 26 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก ให้มีอาชีพและรายได้เข้ามา โดยที่ไม่ต้องเป็นหนี้สินเพิ่มเติม
ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อกับชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีการเชื่อมโยงกับตลาด หรือผู้รับซื้อ โดยให้ชุมชนจ้างเกษตรกรปลูกพืชทางการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย และเป็นพืชที่มีมูลค่า มีความต้องการในตลาด เป็นการดำเนินการในลักษณะคอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับชุมชน หลังได้ผลผลิตออกมา ชุมชนจะนำไปส่งขายให้ตลาดซึ่งมีการติดต่อกันอยู่แล้ว
โดยเกษตรกรจะมีรายได้เข้ามาใน 3 ทาง คือ หากมีการใช้พื้นที่ของเกษตรกรในการเพาะปลูก เกษตรกรรายนั้นก็จะใช้ค่าเช่ากลับมา ส่วนที่ 2 คือ ค่าแรงงานที่เกษตรกรรับจ้างผลิตอยู่ ส่วนที่ 3 คือส่วนแบ่งรายได้จากการขายผลผลิต หลังจากนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีการแบ่งรายได้กันระหว่างชุมชนกับเกษตรกร และกันอีกส่วนไว้สำหรับการตั้งกองทุนสวัสดิการของชุมชน
ทั้งนี้ 2โครงการแรก คือสินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตร และสินเชื่อฉุกเฉินเกษตรกรรายย่อยนั้น ธนาคารดำเนินการได้เลยโดยที่รัฐบาลไม่ต้องอุดหนุน แต่ในส่วนของโครงการสินเชื่อชุมชนเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตนั้น รัฐบาลจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ ส่วนอัตราจะเป็นเท่าใดนั้น รัฐมนตรีคลังได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ไปตกลงกับ ธ.ก.ส. แล้วจะนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.









