กำไรไตรมาส 4/58 ต่ำคาด จากสำรองหนี้ฯที่สูงกว่าคาด
กำไรไตรมาส 4/58 ต่ำกว่าที่เราคาด 24%
TCAP รายงานกำไรไตรมาส 4/58 ที่ 1.36 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ และ YoY ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่เราคาด 24% และต่ำกว่าที่ Bloomberg คาด 12% จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ 1.7 พันล้านบาทไตรมาสดังกล่าว (เราคาด TCAP ตั้งสำรองฯในไตรมาสนี้ 1.4 พันล้านบาท) หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรก่อนการตั้งสำรองฯอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท ซึ่งลดลง 12% YoY และ 8% QoQ เป็นไปตามสินเชื่อที่ทรงตัว กำไรในปี 2558 เติบโต 6% YoY คิดเป็น 93% ของกำไรที่เราประมารการที่ 5.9 พันล้านบาท
ประเด็นหลักผลประกอบการ
สินเชื่อไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 715 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ ลดลง 5.4% YoY เป็นไปตามที่เราคาด แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ในไตรมาส 4/58 เพิ่มขึ้น 17bps YoY แต่ลดลง 3bps QoQ จากต้นทุนในการจัดหาเงินที่ลดลงเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (ในกลุ่มสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย) ในช่วงไตรมาสดังกล่าว รายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิอยู่ที่ 7.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY รายได้ค่าธรรมเนียมในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท ลดลง 21% YoY และ 3% QoQ ดังนั้น อัตราส่วนต้นทุน/รายได้ในไตรมาส 4/58 อยู่ที่ 54.8% เพิ่มขึ้นจาก 50.5% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าเพิ่มเพิ่มขึ้น 51.8% จากไตรมาสก่อนหน้า
TCAP รายงานการตั้งสำรองฯในไตรมาส 4/58 เพิ่มขึ้น 16% YoY และทรงตัว QoQ ที่ 1.7 พันล้านบาท (เราคาดการตั้งสำรองฯในไตรมาส 3/58 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท) บริษัทจ่ายภาษีในอัตรา 6% ในไตรมาส 4/58 เทียบกับ 19.4% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้/สินเชื่อลดลง 2.96% ณ สิ้นปี 2558 จาก 3.54% ใน 3 เดือนก่อนหน้า จากการปรับโครงสร้างหนี้อย่างรวดเร็วและการจำหน่ายหนี้เสียออกไป ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น 117% จาก 110% ใน 3 เดือนก่อนหน้า OPEX ในไตรมาสอยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 4% YoY และ 3% QoQ
แนวโน้ม
เราคาดกำไรไตรมาส 1/59 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ จากผลประโยชน์ทางภาษี รายได้ค่าธรรมเนียมคาดดีขึ้นและไม่มีสินเชื่อหดตัว QoQ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เรายังคงประมาณการปี 2559 ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 6.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY
คำแนะนำ
ปัจจุบัน TCAP ซื้อขายกันอยู่ที่มูลค่าค่อนข้างถูก โดย PBV สิ้นปี 2559 อยู่ที่เพียง 0.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารไทยที่ 1.35 เท่ามาก เราเชื่อว่า ด้วยมูลค่าหุ้นที่ต่ำ การจัดการสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ค่อนข้างดีที่ 5.2% ปี 2559 ทำให้หุ้น TCAP น่าสนใจ ในฐานะหุ้นปันผล รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการปรับลดของราคาที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ บรัทยังมีอัพไซด์จากผลประโยชน์ทางภาษี (มูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาทจะเหลือใช้ได้อีก 2 ปี) จากเข้าเข้าซื้อ SCIB ในปี 2553 ดังนั้น เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 42 บาท อ้างอิงจาก PBV สิ้นปี 2559 ที่ 0.9 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ยนระยะยาว 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร









