วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนี้สาธารณะคงค้างสิ้นพ.ย.อยู่ที่ 44.52%

สบน.เผยหนี้สาธารณะคงค้างสิ้นพ.ย.อยู่ที่ 44.52% ของจีดีพี

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ 30 พฤศจิกายน 2558 มีจำนวน 5,975,766.31 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 44.52 ของ GDP และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นสุทธิ 108,393.63 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงของหนี้สาธารณะมีรายละเอียด ดังนี้

หนี้ของรัฐบาล จำนวน 4,379,011.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123,106.78 ล้านบาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 109,075.46 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับเงินคงคลังให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งระดับเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน

รวมทั้งเกิดจากการกู้เงินเพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 21,234.29 ล้านบาท มีรายการดังนี้ 1. การกู้เงินเพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ จำนวน 1,164.18 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำนวน 811.60 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีม่วง การรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 351.87 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 8 สายทาง และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง และกรมทางหลวง จำนวน 0.71 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2)

2. การกู้เงินบาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน:มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2

3. การเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ จำนวน 70.11 ล้านบาท การชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 8,661.99 ล้านบาท แบ่งเป็น
- การชำระคืนเงินต้นที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 3,930.25 ล้านบาท

- การชำระคืนต้นเงินกู้ที่รัฐบาลให้กู้ต่อ จำนวน 3,098.46 ล้านบาท
- การชำระคืนต้นเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศที่กระทรวงการคลังค้ำประกันจำนวน 175 ล้านบาท

- การชำระดอกเบี้ยหนี้ในประเทศ จำนวน 1,458.28 ล้านบาท การชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพื่อชำระดอกเบี้ย จำนวน 1,759.17 ล้านบาท

หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน จำนวน 1,044,724.59 ล้านบาท ลดลง 10,163.09 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงเกิดจาก

ผลของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้หนี้ต่างประเทศสกุลต่างๆ ลดลง 2,499.65 ล้านบาท การชำระคืนเงินกู้มากกว่าการเบิกจ่าย ทำให้หนี้ลดลง 7,663.44 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ จำนวน 5,000 ล้านบาท ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด จำนวน 2,000 ล้านบาท ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 534,472.05 ล้านบาท ลดลง 3,729.07 ล้านบาท เนื่องจากการชำระหนี้เงินต้นของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่กู้มาเพื่อดำเนินโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร โดยใช้เงินจากการระบายสินค้าเกษตร จำนวน 3,727 ล้านบาท และผลของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้หนี้ต่างประเทศสกุลต่างๆ ลดลง 2.07 ล้านบาท

หนี้หน่วยงานของรัฐ จำนวน 17,558.03 ล้านบาท ลดลง 820.99 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการชำระหนี้เงินต้นของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย จำนวน 738.65 ล้านบาท

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 สบน.มีการบริหารจัดการหนี้รัฐวิสาหกิจ วงเงิน 42,353.80 ล้านบาท โดยเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และการเคหะแห่งชาติ

รองผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 เท่ากับ 5,975,766.31 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ในประเทศ 5,625,424.28 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.14 และหนี้ต่างประเทศ 350,342.03 ล้านบาท (ประมาณ 9,984.43 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือร้อยละ 5.86 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด และหากเปรียบเทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศ จำนวน 155,680.97 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2558) หนี้ต่างประเทศจะคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 6.41 ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและความมั่นคงในด้านการเงินของประเทศ โดยหนี้สาธารณะแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาวถึง 5,669,833.49 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.88 และมีหนี้ระยะสั้น 305,932.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.12 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด

นายธีรัชย์ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ผ่านการลงทุนโครงการน้ำและถนน วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทว่า ยอดการเบิกจ่ายจนถึงเดือน ธ.ค.58 อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนนี้ แบ่งเป็นการเบิกจ่ายการลงทุนของถนน ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และโครงการน้ำอีกราว 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณส่วนที่เหลือคาดว่าจะทยอยเบิกจ่ายได้จนครบภายในสิ้นปีงบประมาณ 2559 โดยเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้

ขณะที่ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐได้มากขึ้น เนื่องจากหลายโครงการอยู่ในแผนการลงทุนของปีงบประมาณ 2559 และส่วนใหญ่เดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ที่คาดว่าจะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้