วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“พลังงาน” เรือธงบี.กริม เคลื่อนรายได้ “แสนล้าน”

138 ปี “บี.กริม กรุ๊ป” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลายครั้งที่เผชิญ “วิกฤติ” จนพิสูจน์แล้วว่า ขอรุก “ธุรกิจพลังงาน”สร้างรายได้ "ยั่งยืน"

“ปักหมุดทำธุรกิจในไทยมา 138 ปี” 

ถือว่าเป็นบริษัทข้ามชาติสัญชาติเยอรมัน ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยยาวนาน เกินร้อยปี สำหรับ “กลุ่ม บี.กริม” ปัจจุบันกุมบังเหียนโดยผู้บริหารรุ่น3 ฝรั่งสัญชาติไทย “ฮาราลด์ ลิงค์” ในวัย 61 ปี ในฐานะประธานกลุ่ม บี.กริม 

จากจุดเริ่มต้นในธุรกิจร้านขายยา ร้อยกว่าปีผ่านมา กลุ่มบี.กริม มีธุรกิจแตกแขนงไปถึง 6 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านคมนาคม ธุรกิจเครื่องปรับอากาษ ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจด้านสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ทว่า ธุรกิจ “ดาวรุ่ง” ที่จะโฟกัสการลงทุุนอย่างต่อเนื่อง ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ฟันธงว่า จะเป็น “ธุรกิจพลังงาน” ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัทบี.กรีม เพาเวอร์  โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า

ที่ปัจจบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น “24 แห่ง” มีกำลังการผลิตรวม 1,242 เมกะะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไอน้ำรวม 270 ตันต่อชั่วโมง โดยได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 44 โครงการ กำลังการผลิต 2,864 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจพลังงาน (โรงไฟฟ้า) ในปี 2558 อยู่ที่ 23,768 ล้านบาท

ทว่า ตามแผนยุทธศาสตร์การลงทุนของ กลุ่มบี.กริม จากนี้ เธอเล่าว่า ได้กำหนดเป้าหมายในระยะ 5 ปี (2559-2563) ว่า รายได้จากธุรกิจพลังงานจะเพิ่มเป็น 7 หมื่นล้านบาท (จากกำลังการผลิตไฟฟ้าในขณะนั้น จะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 เมะวัตต์) คิดเป็น 70% ของรายได้รวมของกลุ่ม บี.กริม ที่คาดว่าในขณะนั้นจะมีรายได้แตะ “แสนล้านบาท” จากปี 2558 ที่มีกลุ่มบี.กริม มีรายได้รวมอยู่ที่ 35,224 ล้านบาท

มุ่งสู่เป้าหมายการเป็น World Class Energy Company หรือ ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานชั้นนำระดับโลก จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจนี้มากว่า 20 ปี

แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศราว 20% ในประเทศ 80% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพียง 1% และในประเทศมากถึง 99% แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล 93% ที่เหลือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 

แต่ในปี 2563 โรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นเป็น 24% ขณะที่โรงไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล จะลดสัดส่วนลงเหลือ 76% 

โดยแผนยุทธศาสตร์การลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนอีก “กว่าแสนล้านบาท” 

ปรียนาถ ยังเล่าว่า สาเหตุที่กลุ่มบี.กริม วางยุทธศาสตร์การลงทุน โดยโฟกัสไปที่ธุรกิจพลังงาน เนื่องจากมองว่า เป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้ที่ “สม่ำเสมอ” ให้กับองค์กร ต่อยอดความมั่นคงด้านรายได้ให้กับองค์กรร้อยปีอย่างบี.กริม จาการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว

นำพาบี.กริม พ้นสถานการณ์ “วิกฤติ” ด้านรายได้ จากความ “แปรปรวน” ของตัวแปรด้านเศรษฐกิจ ที่จะมากระทบธุรกิจ ตามบทเรียนที่เคยได้รับ

โดยเฉพาะการเผชิญปัญหาทางการเงินในปี 2540 จาก “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าธุรกิจจะกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

"ในยุคนั้นลำบากมาก เพราะไม่คาดคิดว่าประเทศไทยจะเกิดการลอยตัวค่าเงินบาท แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของกลุ่มบี.กริม ที่ “พันธมิตร” ให้ความเชื่อมั่นและช่วยเหลือเป็นอย่างดี"

@“สยายปีกโรงไฟฟ้าในอาเซียน

ปรียนาถ เล่าว่า ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ เข้าไปลงทุนพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ (เขื่อนขนาดเล็ก) ในลาว ล่าสุดบริษัทได้ลงนามสัญญาแล้ว 8-9 โปรเจค กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปี 2560 จำนวน 20 เมกะวัตต์ ซึ่ง“ผลตอบแทนการลงทุน"ในประเทศลาวถือว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ มีต้นทุนต่ำ ประกอบกับได้พนธมิตรท้องถิ่นที่ดี โดยคาดว่าในอนาคตจะมีโครงการโรงไฟฟ้าในลาวเพิ่มอีก จากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

ด้านการลงทุนในเวียดนาม บริษัทได้เข้าไปปักหมุดไว้นานแล้ว โดยลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่เวียดนามมากว่า 20 ปี จึงมีพันธมิตรท้องถิ่นท้องถิ่นในเวียดนาม โดยที่ผ่านมาบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าในเวียดนามเพิ่มเติม

ส่วนในอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นประเทศที่ต้องเข้าลงทุน จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อเข้าไปซื้อหุ้นสัดส่วนราว 30% ในบริษัทพลังงานไฟฟ้าในอินโดนีเซีย โดยคาดว่าจะสรุปว่าจะซื้อหุ้นหรือไม่ภายในกลางเดือนม.ค.นี้ โดยคาดว่า จะใช้เงินลงทุนหลัก“พันล้านบาท” โดยบริษัทดังกล่าวมีโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ

“อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายที่ บี.กริม เพาเวอร์ จะต้องเข้าไปปักหมุดให้ได้ เนื่องจากภาครัฐของอินโดนีเซียประกาศว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 3 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะร่วมเข้าไปประมูล ฉะนั้นถือว่ามีโอกาสสูงมากที่เราจะเข้าไปร่วมประมูล”

ด้านเมียนมา ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้า แต่ยอมรับว่า เมียนมาถือเป็นเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้

“ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน บี.กริม เพาเวอร์ มีอัตราเติบโตปีละ 22%ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสร้างรายได้ตามเป้าหมายคาดไว้ เนื่องจากมีมูลค่างานที่รอรับรู้รายได้ (Back log) รองรับแล้ว และยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกจำนวนมาก ประกอบกับ อยู่ระหว่างการมองหาบริษัทด้านไฟฟ้าเพื่อเข้าไปถือหุ้น หรือซื้อกิจการอีก”

ปัจจุบัน บริษัททำธุรกิจโรงไฟฟ้าหลายหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นโรงไฟฟ้าภาคเอกชนขนาดเล็ก (Small Power Producer: SPP) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง แต่ว่าปัจจุบันเริ่มมาผลิตไฟ้ฟาจากแสงอาทิตย์ 114 เมกะวัตต์ และจะขยายพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐที่เปิดประมูล

นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในธุรกิจพลังงานลม ปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายไฟแล้ว โดยโรงไฟฟ้าพลังงานลมตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร กำลังการผลิต 16 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต

“เรามีความถนัดในพลังงานหลายๆ ด้านโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และเรากำลังทำในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันทำอยู่ 114 เมกะวัตต์ และกำลังทำโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และลม ปัจจุบันเราไม่กำหนดตัวเองแค่ก๊าซฯ อนาคตเราจะมีความชำนาญหลากหลาย ซึ่งเรามีทีมงานพร้อมทุกด้าน”

ปรียนาถ มองว่า “จุดเด่น” ของ บี.กริม เพาเวอร์ คือ 1.การเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างทีมบริหารที่แข็งแกร่ง มีการตัดสินใจรวดเร็วและมีความเป็นมืออาชีพ สร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและการบริหารจัดการ 

2.ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าหลากรูปแบบ ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ด้วยเชื้อเพลิงหลากหลายชนิด อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำจากเขื่อน เป็นต้น และ3.จากการดำเนินธุรกิจมายาวนานทำให้บริษัทมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง มีฐานตลาดชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหลักๆในไทยและ่่ต่างประเทศ 

“แผนธุรกิจในอนาคต บริษัทจะโฟกัสในธุรกิจไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กัน โดยในประเทศจะยังมุ่งเน้นเป็นโครงการเอสพีพี และลงทุนในพลังงานเชื้อเพลิงด้านอื่นๆ ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ เตรียมพร้อมขยายการลงทุนในทุกพื้นที่ หากมีโอกาส และมีศักยภาพ เช่น ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น และยังพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลากหลาย ทั้งโรงไฟฟ้าโค-เจนเนอเรชั่น, พลังงานทดแทน และพลังงานรูปแบบ ต่างๆ เพื่อตรงกับความต้องการ และสถานการณ์ธุรกิจ”

@เตรียมเข้าระดมทุนไตรมาส4ปีนี้

ตามแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศกว่า “แสนล้านบาท” ในธุรกิจพลังงานในระยะ 5 ปีจากนี้ ทำให้ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 4/59 โดยขณะนี้นี้อยู่ระหว่างการเจรจาและสรรหาที่ปรึกษาทางการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และคาดว่า การเข้าจดทะเบียนจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Cap) ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

------------------------------------

ตำนาน “กลุ่มบี.กริม”

ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยยุคการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เริ่มเปิดประเทศอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาไปสู่ความศิวิไลซ์ ทำให้ชาวยุโรปเดินทางเข้ามามองหาโอกาสใหม่ๆ และเป็นจุดกำเนิดของห้างบี.กริมแอนโกที่มีอายุ 138 ปี

ก่อนที่กลุ่มบี.กริมจะเติบโตได้ถึงทุกวันนี้ กิจการที่ดำเนิน ธุรกิจมากกว่าหนึ่งศตวรรษได้ล้มลุกคลุกคลานไม่น้อย มีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้บริษัทถึงขั้น “ปิดกิจการ” แต่ผู้บริหาร ก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ทุกครั้ง ตำนานกลุ่มบี.กริมที่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ไทยร่วม 5 รัชสมัย

ห้างบี.กริมแอนโก ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2421 ตระกูลลิงค์ไม่ได้บริหารในยุคเริ่มต้น แต่เป็นชาวยุโรป 2 คน ได้ร่วมก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับ โรงแรมโอเรียนเต็ล

ห้างบี.กริม เริ่มจากเปิดร้านขายยาชื่อ สยามดิสเปนซารี่ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาค้าขายในประเทศไทย เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ปรับปรุงบ้านเมืองให้ศิวิไลซ์เพื่อให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาและพัฒนาระบบการศึกษา นอกเหนือจากธุรกิจร้านขายยา ห้างบี.กริมยังเริ่มได้รับ สัมปทานด้านโทรเลขที่เกาะสีชัง

ในช่วงเวลานั้น บี.กริมยังได้รับหน้าที่ขุดคลองย่านรังสิต ในกรุงเทพมหานคร เพราะยังขาดระบบสาธารณูปโภค และระหว่างทำการขุดคลอง บี.กริมได้สร้างวัดมูลจินดารามขึ้นมาเพื่อให้คนงานมีโอกาสได้กราบไหว้

ธุรกิจของห้าง บี.กริมเจริญรุดหน้าไปอย่างมาก แต่จำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราวในปี 2460 เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้กิจการของบี.กริม ถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด

เมื่อสงครามสงบลง อะดอล์ฟ ลิงค์ ใช้เวลา 11 ปี เปิดห้าง ใหม่อีกครั้ง

“เฮอร์เบิร์ต ลิงค์” เป็นผู้บริหารรุ่น 2 ของตระกูลลิงค์ เขาเริ่มฝึกงานในตำแหน่งเสมียนและเรียนรู้งานทุกแผนกจนสามารถบริหารกิจการแทนบิดาได้ การกลับมาของบี.กริม เริ่มขยายกิจการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ รับเหมาติดตั้งอุปกรณ์สถานีวิทยุ สร้างโรงงานทำรองเท้า โรงงานกระดาษ และโรงงานผลิตหน้ากากป้องกันแก๊สพิษให้แก่กองทัพ

ขณะที่ธุรกิจกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี บี.กริม.ต้องพบกับชะตากรรมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2488 บริษัทต้องหยุดกิจการและทรัพย์สินต่างๆ ถูกควบคุม

หลังจากรุ่น 2 ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลา 56 ปี ตัดสินใจให้ฮาราลด์ ลิงค์ “รุ่นหลาน” สืบทอดกิจการในฐานะผู้บริหารรุ่นที่ 3 “ฮาราลด์ ลิงค์” เริ่มทำงานที่บี.กริม จากธุรกิจนำเข้าและประกอบธุรกิจด้วยตนเอง บี.กริม เริ่มเปลี่ยนแนวคิดมองหาพันธมิตรร่วมขยายธุรกิจ

การขยายธุรกิจของบี.กริมเติบโตเรื่อยมา ดูเหมือนจะไม่มีเหตุการณ์ให้ต้องสะดุด แต่เมื่อปี 2540 ต้องทำให้บริษัทแทบล้มทั้งยืนอีกครั้ง เมื่อประเทศไทยประกาศค่าเงินบาทลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 บี.กริมมีหนี้สินพอกพูนหลายเท่าตัว 

เป็นวิกฤติเรียกได้ว่า “อยู่” หรือ “ไป”

แต่หลังปี 2540 บี.กริมเริ่มรุกธุรกิจพลังงานมากขึ้น เล็งเห็นโอกาสความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกภาคส่วน บริษัทจึงกำหนดบทบาทของตนเองให้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ Small Power Producer: SPP เป็นผู้ผลิตโรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมโคเจนเนอเรชั่น ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง