"สมคิด" เผย สมาคมการค้ายุโรปอาสาแจงข้อมูลให้ไทย หวังเดินหน้าเอฟทีเอไทย-อียูต่อ หลังหยุดลงช่วงรัฐประหาร
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้หารือกับนายรอลฟ ดีเตอร์ ดาเนียล นายกสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ ถึงเรื่องการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย - สหภาพยุโรป หรืออียู ที่หยุดชะงักไปหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยทางสมาคมฯ ขออาสาไปชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้กับทางอียูได้รับทราบว่า ปัจจุบันไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่น การอำนวยความสะดวก และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ดี และจะเร่งดำเนินการในขั้นตอนที่ติดขัดอยู่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว
“ที่ผ่านมาทางอียูก็อยากจะมี ไทยก็อยากจะมี จึงขอให้สมาคมฯ เร่งให้ข้อมูลให้เร็วที่สุด และหวังว่า กระบวนการต่างๆ ต้องจบ เพราะเดิมการดำเนินการต่างๆ ใกล้เสร็จแล้ว ซึ่งทางสมาคมฯ ก็ยินดีช่วย เพราะเสียงของเขาค่อนข้างที่จะดัง โดยบอกเป็นตัวแทนของนักธุรกิจของยุโรป รู้ว่าการพัฒนาของไทยในขณะนี้เป็นอย่างไร และก็ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ชอบใจที่ไทยกำลังปฏิรูปหลายด้าน ซึ่งเขาปวารณาตัวเองว่า จะพยายามสื่อสารส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้กับอียูเกิดความเข้าใจ เพราะความเข้าใจของอียูที่อยู่ที่นั่นกับอยู่ที่นี่ไม่ตรงกัน กลุ่มธุรกิจที่อยู่ที่นี่เข้าเข้าในดีว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร”
นายสมคิด กล่าวว่า การหารือกันครั้งนี้ ถือว่ามีความมั่นใจกับการเดินหน้าเรื่องดังกล่าวให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งทางสมาคมฯ มีความยินดีกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับแสดงความเห็นว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วยเวลาที่ดีกับรัฐบาลนี้ที่เข้ามาแก้ไข เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาหลายอย่างที่เป็นปัญหาหมักหม่มอยู่แต่เดิม คงจะหาทางแก้ไขได้ยาก แต่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่มีผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง จึงเชื่อว่า การทำเรื่องต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น เรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) หรือการแก้ไขปัญหามาตรฐานด้านการบิน ที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (เอียซ่า) เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมาไทยก็พยายามแก้ไขอย่างหนักมาตลอด
นอกจากนี้สมาคมฯ ยังได้ขอให้ไทยช่วยเหลือเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ที่เป็นปัญหาต่อการดำเนินธรกิจ การเพิ่มบุคลากรทีเกี่ยวข้องกับงานด้านการตรวจสอบรับรองให้มากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการลงทุน โดยขณะนี้มีนักลงทุนของอียูหลายรายสนใจเข้ามาลงทุนในไทยหลายโครงการ เช่น การซ่อมบำรุงระบบการคมนาคมขนส่ง เทคโนโลยี ดิจิทัล อุตสาหกรรมไฮเทคของอนาคต และด้านการศึกษา









