วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (13 ม.ค.59)

แนวโน้มจะดีขึ้น?

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนน่าจะดีขึ้นหลังจากทางการจีนเข้ามาแทรกแซงทำให้เงินหยวนมีเสถียรภาพ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคลายแรงกดดันลงไป ภายในประเทศ มุมมองบวกจากบีโอไอเกี่ยวกับการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนมุมมองบวกต่อการส่งออกของ ม.หอการค้าไทยล้วนเป็นปัจจัยหนุนตลาด

หุ้นเด่นวันนี้: BEM (5.85 บ.; ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 59AWS 6.80 บาท)

บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ คือบริษัทให้บริการด้านการขนส่งแบบบูรณาการด้วยประสบการณ์ยาวนานในฐานะผู้ให้บริการทั้งทางด่วนและระบบรถไฟฟ้า บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเร่งผลักดันโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ และคงมองหาโอกาสที่จะลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะยังล้าหลังเพื่อที่จะเป็นก้าวเป็นบริษัทขนส่งชั้นนำในแถบอาเซียน เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการของ BEM จะสดใสอย่างมากนับจากปีนี้เป็นต้นไปโดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) รายรับเพิ่มเติมการให้บริการและซ่อมบำรุง (O&M) ของระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในวันที่ 12 ส.ค. 59 (2) ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกสายใหม่ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปลายปี 59 และ (3) ส่วนของทุนที่ใหญ่ขึ้นและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินเหลือเพียง 4-5% ต่อปีได้ เราประมาณการอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีของรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 17% ระหว่างปี 2557-60 และอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีของกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 21% นอกจากนี้ BEM ยังเป็นหุ้นที่น่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอด้วยนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 40% ของกำไรสุทธิและโอกาสเติบโตในอนาคต ราคาเป้าหมายปี 59 ของเราที่ 6.80 บาทซึ่งคำนวณจากวิธี DCF บ่งชี้ว่าราคาหุ้นมีศักยภาพในการปรับตัวดีขึ้นได้อีกราว 16%

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• รัฐเตรียมซื้อยาง รัฐบาลตกลงที่จะซื้อยางทุกประเภทโดยตรงจากชาวสวนหนึ่งแสนตันในราคานำตลาด ราคาซื้อยังไม่ได้เปิดเผยแต่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะสูงกว่าราคา 35 บาทต่อ กก. แต่ไม่เกิน 60 บาทต่อ กก. โดยจะอุ้มยางอย่างน้อย 3 เดือนก่อนปิดฤดูกรีดยาง (Bangkok Post)ความเห็น: มาตรการนี้ช่วยบรรเทาแรงกดดันทางการเมืองจากชาวสวนยางและกระตุ้นรายได้ท้องถิ่น

• บีโอไอคาดยอดการยื่นขอเพิ่มเท่าตัว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนคาดมูลค่าโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะพุ่งสู่ 4.5 แสน ลบ.ในปี 59 จาก 2.18 แสน ลบ.ในปี 58 บีโอไอมั่นใจว่าจะถึงเป้าจากมาตรการภาษีปัจจุบันและมาตรการอื่นที่เตรียมจะออกมา (Bangkok Post)

• มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวภายในประเทศอาจถูกทบทวน กรมสรรพากรกำลังพิจารณามาตราการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวภายในประเทศสำหรับการใช้จ่ายในแพ็คเกจและโรงแรมที่พัก และอาจจะขยายเวลาออกไปจากสิ้นสุดปีนี้เป็นปีหน้า (Bangkok Post)

• หอการค้าคาดการส่งออกจะเติบโต 2% มูลค่าการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 2% มาอยู่ที่ 218.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและอาจจะเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบสี่ปี หอการค้ายังมองผลเชิงลบจากเศรษฐกิจจีนจะส่งผลให้การส่งออกของไทยไปจีนอาจยังลดลงต่อในปีนี้ โดยคาดว่าจะลดลง 1.1% เป็น 23.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นการปรับลดลงเป็นปีที่สามติดต่อกัน สัดส่วนการส่งออกไปจีนต่อการส่งออกทั้งหมดของไทยอาจลดลงเหลือ 10.8% จาก 11.1% ในปี 2558 (Bangkok Post)

• CIMBT (ราคาปิด 1.06 บาท) วางแผนที่จะจับลูกค้าที่มีรายได้ต่อเดือน 20,000 บาทและมากกว่านั้นสำหรับกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล โดยจะเสนออัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันโดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลสูงสุดจะอยู่ที่ 28% ปัจจุบัน 70% ของยอดสินเชื่อใหม่มาจากกลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน และธนาคารต้องการที่จะคงระดับนี้ไว้เพื่อที่จะรักษาอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ในระดับต่ำกว่า 2%. (The Nation)

• INTUCH (ปิด 51.75 บาท ราคาเป้าหมาย 99 บาท) ซีอีโอคนใหม่หรือ Philip Tan มุ่งเน้นการให้บริการชำระเงิน โดยเขามีความเชี่ยวชาญจากที่เคยคุมด้านรายย่อยและผู้บริโภคในธนาคารกรุงศรีอยุธยา (The Nation)ความเห็น: INTUCH น่าจะเด่นขึ้นในการพัฒนาการให้บริการชำระเงินเพราะซีอีโอคนนี้มีประสบการณ์ในสายตรง และถ้ารายได้จากบริการนี้มีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ จะช่วยส่งเสริมผลประกอบการของ INTUCH ได้อย่างดีเนื่องจากมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าโดยที่ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐอีกด้วย คืออยู่ใน Layer ที่สูงกว่าตามทฤษฎีวิศวกรรมสื่อสาร

• PTT (214.00 บ.) กล่าวว่าหน่วยธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังสามารถผลิตปิโตรเลียมได้ต่อไปแม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงเหลือ 20 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เป็นเงินสดอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 18 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ปัจจุบันกลุ่ม PTT กำลังวางแผนการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อที่จะลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย รวมไปถึงเพื่อประสิทธิภายการดำเนินงานและความแข็งแกร่งภายใต้ราคาน้ำมันดิบที่เชื่อว่าจะตกต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์ปิโตรเลียมราคาถูกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจกลับมาให้กับบริษัทเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง (The Nation/ Bangkok Post) ความเห็น: แม้ว่า PTT จะสามารถอยู่รอดภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำได้แต่นั่นเป็นเพียงการสร้างเงินสดรับกลับคืนมาให้กับบริษัทฯ ด้วยผลขาดทุนสุทธิเท่านั้น (ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยทั้งหมดอยู่ที่ 38 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล) เชื่อว่าภาพรวมผลการดำเนินงานของ PTT นับจากนี้ไปจะยังคงถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ รวมไปถึงโอกาสที่จะบันทึกขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติม ในระยะสั้นเราแนะนำ Switch หุ้นในกลุ่มปิโตรเลียมต้นน้ำ (PTT, PTTEP) มาที่กลุ่มปิโตรเลียมขั้นกลางและขั้นปลาย เพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่านี้

ต่างประเทศ

• ยังคงนิยมลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงน้อยเนื่องจากราคาน้ำมันร่วงลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรของประเทศที่พัฒนาแล้วและเงินเยนได้กำไรจากต้นทุนของพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่และสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออกสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ (commodity currencies) ความพยายามของจีนที่จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวนทำให้ตลาดทุนสงบลงได้ขณะหนึ่ง ข้อมูลการค้าของจีน ณ เดือนธันวาคมซึ่งมีกำหนดประกาศในวันนี้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักต่ออารมณ์ของนักลงทุนทั่วโลกที่ต่อความเสี่ยงในการเก็งกำไรระยะสั้นในวันนี้ เป็นที่คาดกันโดยทั่วไปว่ายอดส่งออกและนำเข้าจะยังคงลดลงต่อแต่หากมีข้อมูลในเชิงลบออกมาก็จะกระเทือนต่อตลาดที่เปราะบางในขณะนี้ (Reuters)

• ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันอังคาร จากที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงและมีการขายพันธบัตรอายุ 3 ปีจำนวน 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐได้เพิ่มความต้องการการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 6 bp (0.06%) อยู่ที่ 2.10% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 สัปดาห์ (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ขยับขึ้นอยู่ที่ 99.023 จุดเมื่อวันอังคารจากที่แตะระดับต่ำสุดในสัปดาห์นี้ที่ 98.252 จุดเมื่อวันจันทร์ เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐแตะถึง 117.80 เยน ขยายการดีดกลับจากที่ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนครึ่งที่ 116.70 เยนเมื่อวันจันทร์ ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.0845 ดอลลาร์สหรัฐจากเมื่อวันจันทร์ที่แตะระดับสูงสุดที่ 1.0970 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง 2 สกุลเงินมีแนวโน้มจะทำกำไรในช่วงที่มีความเครียดในตลาดเนื่องจากประเทศที่ใช้ 2 สกุลเงินเป็นเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ (Reuters)

• เกิดเหตุการณ์เอลนีโญมากที่สุดในเดือนพ.ย.-ธ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันอังคารว่าปรากฎการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นมากที่สุดระหว่างเดือนพ.ย.-ธ.ค. และมีความเป็นไปได้สูงมากที่สภาพอากาศจะกลับสู่สภาวะปกติเพียงแค่ในฤดูร้อน เอลนีโญเหรือการที่อุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกอุ่นขึ้นนำมาซึ่งความร้อนที่แผดเผาไม่เพียงแค่ในทวีปเอเชียและอัฟริกาตะวันออกเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในอเมริกาใต้อีกด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลียกล่าวว่าในระหว่างปี 2015-16 เหตุการณ์เอลนีโญซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาถึงจุดสูงสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฎการณ์ ENSO (เอลนิโญรวมกับความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้) ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันอังคาร ดันให้ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ทำลายการลดลงติดต่อกัน 8 ช่วงการซื้อขายของ Nasdaq ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะปิดลดลงอีกและยังมีความกังวลต่อไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวนำโดยจีน เป็นการดีดกลับทางเทคนิคซึ่งนำไปสู่การช้อนซื้อในช่วงหลังเนื่องจากมีสัญญาณทางเทคนิคว่าตลาดเกิดการขายมากเกินไป อย่างไรก็ตาม น่าจะเกิดการดีดกลับในระยะสั้นนอกเสียจากว่าราคาน้ำมันและสถานการณ์เกี่ยวกับจีนจะกระเตื้องขึ้น (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นในวันอังคาร จากการปรับประมาณการกำไร และยอดขายของกลุ่มค้าปลีก และอีกหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามหุ้นย่อตัวลงหลังจากพุ่งขึ้นในตอนต้น จากข่าวราคาน้ำมันที่ร่วงลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์คาดบริษัทในยุโรปจะมีผลประกอบการแข็งแกร่งในไตรมาส 4/58 จากเงินยูโรที่อ่อนค่า และสภาพการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น (Reuters)

เอเชีย:

• หุ้นจีนปิดบวกแรงในวันอังคาร หลังจากทางการจีนเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนัก หยุดยั้งการอ่นค่าของเงินหยวนลงได้ ดัชนีหุ้นหลักของจีนร่วงลงมาราว 14% จากต้นปี(Reuters)

• จีนต้องการให้หยวนมีเสถียรภาพ ธนาคารกลางจีนกำหนดค่ากลางของเงินหยวนเพิ่มสูงขึ้นใน 2วันล่าสุด PBOC ดึงเงินหยวนกลับในฮ่องกงทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินหยวนระหว่างธนาคารพุ่งสูงขึ้น ทำให้การทำขายหยวนล่วงหน้ามีต้นทุนสูงมาก (Reuters)

• กรมศุลกากรจีนจะเปิดเผยตัวเลขการค้าระหว่างประเทศจีนของเดือน ธ.ค.วันนี้ นักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจคาดว่า ตัวเลขมูลค้าการส่งออกจะลดลง 8% ในเดือน ธ.ค. หลังจากร่วง 6.8% ในเดือนพ.ย. และตัวเลขมูลค่าการนำเข้าจะลดลง 11.5% ในเดือน ธ.ค.(Reuters)

• แนวโน้มเงินเฟ้อญี่ปุ่นกำลังดีขึ้น ทั้งนี้จากการที่ ตลาดแรงงานญี่ปุ่นมีการว่าจ้างแรงงานเพิ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะมาได้เพียงราวคึ่งหน่างของเป้า 2% ของ BOJ ทั้งนี้จากคำแถลงของผู้ว่า BOJ ฮารูฮิโกะ คุโรดะ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำ 30 ดอลลาร์ระดับต่ำสุดรอบ 12 ปี ในช่วงวันอังคาร เป็นแรงเทขายต่อเนื่องทำราคาลงไปแล้วเกือบ 20% ปีนี้เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเปราะบางและไม่มีทีท่าว่าจะมีการยับยั้งการผลิต WTI ร่วง 1.19 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 3.7% ปิดที่ 30.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังลงไปแตะ 29.93 ดอลลาร์ ราคาปิดต่ำสุดนับแต่ ธ.ค. 46Brent สัญญาใกล้สุดปิดลบ 97 เซนต์หรือ 3.1% ปิดที่ 30.58 ดอลลาร์หลังแตะจุดต่ำสุดที่ 30.34 ดอลลาร์ (Reuters)

• ราคาทองร่วงติดกันเป็นวันที่สามในวันอังคาร หลังตลาดยุโรปและตลาดหุ้นสหรัฐดีดกลับ รวมถึงดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับตะกร้าเงิน ราคาทองคำตลาดจรปรับลด 0.3% อยู่ที่ 1,090.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปรับลง 1% อยู่ที่ 1,085.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)