เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แกว่งแดนบวก
ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มจะทรงตัวได้ในแดนบวก หลังดัชนีดาวโจนส์เริ่มฟื้นตัวจากแรงเก็งกำไรก่อนการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ประกอบกับดัชนีไทยได้ปรับลงมามากแล้วในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาและเริ่มเห็นการทรงตัวได้ตั้งแต่เมื่อวานที่สามารถกลับมายืนบริเวณ 1250 จุดได้ จึงมีโอกาสขยับขึ้นต่อ แนวต้านถัดไป 1270 จุดมีโอกาสทดสอบได้ในสัปดาห์นี้ แนะนำติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวน, ตลาดหุ้นจีน และราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงมีผลทำให้ตลาดปรับขึ้นได้ไม่มากในช่วงนี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1250/1270 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว
นักลงทุนระยะสั้น : SVI(6.20), ORI (15)
SVI(6.20) งบ Q3 ออกมาดีแล้ว ต่อไปงบ Q4 จะเข้าสู่ช่วงพีค ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกง่ายขึ้นและไม่ส่งออกไปจีน ทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมีค่อนข้างน้อยต่อ SVI ส่วนปีนี้จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เหมือนก่อนช่วงไฟไหม้ ประกอบกับ demand จากยุโรปยังแข็งแกร่งอยู่และปีหน้าจะได้ลูกค้าใหม่จากอเมริกามา 6 ราย เป็นรายได้เสริมถึง 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรมีโอกาสจะโตถึง 32%ในปีหน้า เเถม PE ของSVI ปัจจุบัน 11.6 เท่า ถูกกว่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 12.6 เท่าด้วย
ORI (15) แนะนำเอาไว้เล่นสั้น ลงซื้อ ขึ้นขาย คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐที่จะทำให้มีการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าและดีมานด์คอนโด นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงช่วยหนุน sentiment ในปี 59 ทั้งนี้เป้ายอดขายพรีเซลอยู่ที่ 7 พันล้านบาท โตต่อเนื่องจากปี 58 โดยมีแผนเปิด 8-10 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 1 หมื่นล้าน ทำให้รายได้และกำไรเติบโตได้ต่อ และรายได้มีโอกาสแตะ 4 พันล้านบาท สูงขึ้นเท่าตัวจาก 2 พันล้านบาทในปี 58
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (34)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (34) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปี 2559 (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการของบริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปี 2559 (4)Q3 & Q4 ของปี 2558 sale & earnings ไม่ค่อยดี แต่โครงการ mega projects จะชัดเจนมากขึ้นปี 2559 ทั้งการประมูลและการก่อสร้างจริง ดังนั้นช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ครม.ไฟเขียววงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท รับซื้อยางราคานำตลาด แผ่นดิบรมควันชั้น 3 ไม่เกิน 60 บาทต่อกิโลกรัม "ประวิตร" ชี้รับซื้อไม่เกินปริมาณ 2 แสนตัน มอบ อคส.เจรจาราคาเหมาะสม สั่งทหารประกบใช้เงิน นายกฯบีบจ่ายเงินไร่ละ 1,500 บาทให้เสร็จในเดือน ม.ค.
- นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการส่งออกไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือ ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีนที่หดตัวลง 1% มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีนให้ลดลงทันที 3.97% ขณะที่ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย มีสัดส่วนกว่า 11% ของการส่งออกรวม
+ สภาธุรกิจตลาดทุนเชิญ "ประยุทธ์" ร่วมงานแนวทางการพัฒนาตลาดทุน 15 ม.ค.นี้ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนหลังต่างชาติทยอยขายต่อเนื่อง ด้านผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ มองดัชนีหุ้นปรับลดลงอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้าน ยันไม่ได้ถูกขายมากกว่า เชื่อปัจจัยต่างประเทศนิ่ง แรงซื้อกลับหุ้นไทย ล่าสุดดัชนีหุ้นฟื้นตัว 20 จุด
+ นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน ม.ค. 2559 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10.45 จุด สู่ระดับ 55.51 จุด โดยดัชนียืนเหนือระดับ 50 จุด ครั้งแรกในรอบ 3 เดือน สะท้อนทัศนคติต่อราคาทองคำเชิงบวก สอดคล้องกันทั้งกลุ่มผู้ค้าและกลุ่มผู้ลงทุน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 12.28 จุด มาอยู่ที่ระดับ 62.43 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกเช่นเดียวกัน
+ ปตท.มั่นใจอยู่รอด แม้น้ำมันแตะระดับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลั่นฐานะการเงินแกร่งเร่งศึกษาปรับโครงสร้างกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี คาดชัดเจนปลายปีนี้ ด้าน ปตท.สผ.ตั้งเป้าลดต้นทุนดำเนินการจาก 40 ดอลลาร์เหลือ 38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมยื่นข้อเสนอซื้อหุ้น 22% ในแหล่งบงกชจากบีจี คาดรู้ผลภายในครึ่งปี
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,516.22 จุด พุ่งขึ้น 117.65 จุด หรือ +0.72%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ม.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากข่าวที่ว่าธนาคารกลางจีนได้เข้าแทรกแซงตลาดออฟชอร์เพื่อรักษาเสถียรภาพสกุลเงินหยวน
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 57.41 จุด หรือ +0.98% ที่ 5,929.24 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 ม.ค.) จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต
- ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 479.00 จุด หรือ 2.71% ปิดที่ 17,218.96 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ซึ่งส่งผลให้ดัชนี
นิกเกอิปิดตลาดร่วงลงติดต่อกัน 6 วันทำการ นับตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนก.พ.ลดลง 97 เซนต์ หรือ 3.1% ปิดที่ 30.44 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2546 เพราะได้รับแรงกดดันจากการแข็ง
ค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันในตลาดโลกที่สูงเกินไป และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยในระหว่างวัน สัญญาน้ำมันดิบได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี







