วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สุกฤตย์ สุรบถโสภณ’ เพิ่มทุนมนุษย์ดันกำไรธุรกิจ

Hard wareสร้างโรงงาน Soft ware ธุรกิจ‘สุกฤตย์ สุรบถโสภณ’บอสใหญ่ไออาร์ซีพี บอกเพิ่ม’ทุนมนุษย์’ จิ๊กซอว์องค์กรสู่ปิโตรเคมีชั้นนำเอเชียปี 2563

ผ่านไป 2 ปี (1 ต.ค.2556) หลังเข้ามารับตำแหน่ง “กรรมการผู้จัดการใหญ่” บมจ.ไออาร์พีซี สำหรับ “สุกฤตย์ สุรบถโสภณ”

บริษัทปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร ในเครือปตท.แห่งนี้ (ปตท.ถือหุ้นใหญ่ 38.51%) สามารถพลิกกลับจากสถานะทางการเงินลุ่มๆดอนๆ มายืนอยู่ในฟากที่มีกำไร โดย 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) มีกำไรสุทธิ 8,954.66 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่ขาดทุนสุทธิ 5,234.64 ล้านบาท

ผลลัพธ์ทางธุรกิจ จึง “การันตี” ผลงานของนายใหญ่แห่งไออาร์พีซี ได้ในระดับหนึ่ง ภายใต้ภาวะ “ผันผวน” ของราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่ต้องใช้ศาสตร์การบริหารเพื่อควบคุมสถานการณ์ในระยะสั้นให้อยู่หมัด  

ทว่า ในระยะยาว ของการผลักดันองค์กรให้เติบโต ยังคงดำเนินควบคู่กันไป ผ่านโครงการต่างๆ ที่เน้นเรื่องการเพิ่ม “ทุนมนุษย์” เพื่อผลักดัน “กำไร” เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การเป็นบริษัทปิโตรเคมีครบวงจรชั้นนำของเอเซีย ในปี 2563 ให้ได้ !

“โจทย์ง่ายนิดเดียว ทำอย่างไรก็ได้ให้ธุรกิจมีกำไร” ประโยคบอกเล่าเคล้าเสียงหัวเราะของ “สุกฤตย์” 

นอกเหนือจากโครงการเดิม คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด หรือ Delta  ที่ให้ความสำคัญกับการ “พัฒนาคน” ทั้งการวางระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพ (carrier path) และการปรับการทำงานของพนักงานให้รับกับค่านิยม (core value) ขององค์กร หรือ i SPIRIT (i มาจากคำว่า Individual ownership หรือสร้างความเป็นเจ้าขององค์กรเพื่อนำไปสู่การสร้างกำไรให้องค์กร) แล้ว

เมื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ “สุกฤตย์” ยังผุดโครงการใหม่  “EVEREST” ต่อยอดการพัฒนาคนจากโครงการ Delta  

โดยเจ้าตัวการันตีว่า จะทำให้ไออาร์พีซี เป็นองค์กรแข็งแกร่ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

“จะดูว่าบริษัทไหนแข็งแรงหรือไม่ จะต้องดู ผลงานและสุขภาพขององค์กร (organization health) ควบคู่กันไป บริษัทที่เน้นแต่ผลงานโดยไม่เน้นสุขภาพขององค์กร ธุรกิจก็จะไม่ยั่งยืน” เขาบอกและว่า

โครงการ Phoenix และ Delta เป็นการเพิ่ม “ศักยภาพ” ต่างกันที่ Phoenix จะเป็นเรื่องของการลงทุนด้าน “โรงงาน” เพิ่มความสามารถด้านกำลังการผลิตปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ขณะที่ Delta เป็นเรื่องในเชิง “กลยุทธ์” ด้วยการร่วมมือกับทุกภาคส่วนยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และศักยภาพของบุคลากรเพื่อหาทางเพิ่มกำไร 

“เรื่องคนสำคัญ เพราะคนเราเยอะ ไออาร์พีซีมีพนักงานกว่า 5,000 คน เยอะกว่าปตท.เลยมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มคุณค่าคน เพื่อให้คนทำกำไรให้กับบริษัทมากขึ้นในอดีตบางคนเป็นฝ่ายสนับสนุน อาจมองว่าไม่มีส่วนช่วยทำกำไรแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนมีส่วนทั้งหมด เพราะหากทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ต้นทุนก็จะต่ำลง หากทุกคนมีส่วนช่วยทำกำไรคนละ 1 ล้านบาท พนักงาน 5,000 คน ก็เท่ากับ 5,000 ล้านบาท”

สุกฤตย์ ยังตั้งเป้าหมายการเพิ่มทุนมนุษย์ว่า ไออาร์พีซีต้องติดอันดับสูงสุดด้านผลการดำเนินงาน (Top quartile performance) โดยวัดจากผลตอบแทนต่อการลงทุนของนักลงทุน ทั้งในส่วนผู้ถือตราสารหนี้และส่วนผู้ถือหุ้นสามัญ หรือ ROIC : return on invested capital ในอัตรา 14% !

ฝันให้ใหญ่ไปให้ถึง เลยต้องดึงมืออาชีพด้านพลังงานมาเป็น “กุนซือ” เริ่มตั้งแต่ระดมวิธีการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด (Best practice) องค์ความรู้ (Know how) จากทั่วโลกมาอัดฉีดเพื่อปิดจุดอ่อนให้เร็ว เพิ่มจุดแข็งให้กับองค์กร ถือเป็น “ทางลัด” ที่เดินตามรอยยักษ์ใหญ่พลังงาน ไม่ว่าจะเป็น “ไทยออยล์” ที่มี “เชลล์” เป็นพี่เลี้ยง กระทั่ง “สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง” (SPRC) ที่มีเชฟรอนเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น 

“เราศึกษา Success story  (เรื่องราวความสำเร็จ) จากบริษัทอื่น เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ เพราะเรามีเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าอยากได้ Top quartile จึงต้องเปรียบเทียบมาตรฐานกับธุรกิจเดียวกันว่า เป็นอย่างไร หากเราทำตามแผนธุรกิจเดิมจะพบว่ามีช่องว่างอยู่เยอะพอสมควรระหว่างผลการดำเนินงานของเรา กับบริษัทที่ติด Top quartile” เขาระบุถึงความห่างชั้น 

โมเดลนี้มีต้นแบบไหม ?  

“นี่คิดเอง ไม่มีใครเป็นโมเดล ไม่มี..ไม่มีต้นแบบ นี่เกิดจากประสบการณ์ล้วนๆ” สุกฤตย์เผย ก่อนจะยอมรับว่า ปัจจุบันไออาร์พีซียังเสียเปรียบด้านการแข่งขันเพราะขับเคลื่อนโรงงานด้วยตัวเอง พัฒนาเทคโนโลยีจากฐานความรู้และทรัพยากรที่มี โดยไม่ได้เลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงานที่รวดเร็ว เลยทำให้ต้องเพิ่มเติมเทคโนโลยี ให้เท่าทันบริษัทพลังงานระดับโลก จากภาพรวมบริษัทยังมีกำลังผลิตน้อย ต้นทุนเชื้อเพลิงสูง

เขายังบอกว่า งานนี้ขอเวลาไม่เกิน 2 ปี ทำให้เป้าหมายนี้สำเร็จ และอาจเห็นการขึ้นทำเนียบบริษัทชั้นนำปิโตรเคมีครบวงจรในภูมิภาคเอเชียเร็วกว่าเป้าหมาย ปิดประโยคด้วยเสียงหัวเราะว่า..

“แต่ไม่อยากเปลี่ยนวิชั่นนะ!”

ระหว่างบทสนา เจ้าตัวหยิบเครื่องคิดเลขคำนวณกำไรปีนี้ ไม่ต่างจากที่นักวิเคราะห์ประมาณการณ์ไว้ “หมื่นล้าน” ผลลัพธ์ 14% เป๊ะ! ตามเป้า Top quartile แต่ไส้ในเกิดจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการชนะคดีความกับบริษัททีพีไออะโรเมติกส์ จำกัด , การเคลมประกันไฟไหม้โรงงาน 2 รายการนี้ ร่วม 4,000 ล้านบาท

--//--

35 ปีบนเส้นทางพลังงาน   

 “สุกฤตย์” คร่ำหวอดในแวดวงพลังงานตั้งแต่ปี 2523 เป็นลูกหม้อไทยออยล์มานาน 30 ปี ก่อนโยกมาอยู่ไออาร์พีซี ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในการทำงานยกให้กรณีเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันไทยออยลส์เมื่อปี 2542 ทำให้เขาต้องเกาะติดสถานการณ์ดับเพลิงตลอด 45 ชั่วโมง 

“นั่นเป็นบทเรียนเป็น Sad story ” เขาเผย 

ธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี ที่มีการแข่งขันสูงมาก เพราะต้องต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับภูมิภาค และต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ให้ทันสถานการณ์ ปูทางไปสู่ความสำเร็จ นั่นเลยเป็นเหตุให้เจ้าตัวเลือกที่จะขวนขวายหาความรู้จากการปฏิบัติในภาคสนามจริงมากกว่าไปศึกษาต่อปริญญาโทและเอก     

“ตอนอยู่ไทยออยล์วิชาความรู้เรื่องโรงกลั่น มีมหาศาล เรียนไม่หมด มีองค์ความรู้มากมายที่เจาะจง ไม่มีที่ไหนสอนหรอก” นั่นทำให้เขารู้ลึกซึ้ง นำมาประยุกต์และพัฒนางานได้หมด และเป็นเหตุให้เจริญเติบโตในหน้าที่การงาน ตลอดเวลาการสนทนา สุรกฤตย์ ดู “สนุกและมีความสุขกับงาน” ไม่คาดหวังสูง เพราะศักยภาพของแต่ละคนไม่เท่ากัน ประกอบกับ ความโชคดีเมื่อคิดและทำงานใดมักจะเห็น “ผลสำเร็จ” เสมอ จึงเป็นเหตุให้กำชับพนักงานตลอดว่า หากทำงานจะต้องทำงานอย่างมีความสุขและสนุกไปกับงาน

“กุญแจความสำเร็จ คือทำงานให้ได้ตามเป้าหมายสูงสุด ไปให้ถึง แต่ต้องแฮปปี้ด้วย”