วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ช่อคูนเอสอี” นวัตกรรมสร้างสุขภาวะ

“ช่อคูนเอสอี”คือกิจการเพื่อสังคมด้านสุขภาวะ ที่บูรณาการการแพทย์แผนไทย บวกนวัตกรรมและการวิจัย เพื่อร่วมฟื้นฟูสุขภาวะของคนในสังคมเมือง

ทำไมเมื่อโลกยิ่งเจริญขึ้น สังคมพัฒนาก้าวหน้า ทว่าคนกลับเป็นโรคบางอย่างเพิ่มมากขึ้น อาทิ โรคผิวหนังเรื้อรัง อย่าง “สะเก็ดเงิน” รวมถึงอาการที่เกิดจากระบบน้ำเหลืองไม่ดี เหล่านี้เป็นต้น

“มันเป็นโรคที่ตรงข้ามกับความเจริญ คือเมื่อไรที่บ้านเมืองเจริญขึ้น ปัญหาเหล่านี้จะกลับมา”

“แม็กซ์-ศิริพัฒน์ มีทับทิม” ผู้ก่อตั้ง ช่อคูน (CHORKOON SE) กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม บอกที่มาของโรคภัยคนเมือง ที่เกิดขึ้นแข่งกับความเจริญ สาเหตุก็มาจากการต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีภาวะความเครียด ขณะอาคารบ้านเรือน การออกแบบผังเมือง ตึกขนาดใหญ่ ซึ่งแวดล้อมอยู่รอบตัวคนเมือง ล้วนส่งผลให้ผู้คนมีสุขภาวะย่ำแย่ สวนทางกับความเจริญ

เขาซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านการจัดการนวัตกรรม ที่จบปริญญาตรีมาทางวิศวกรรมไฟฟ้า กับ “หมอพจ-ธัญญพัทธ์ นิธิศศรีบัณฑิต” ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย จนได้ใบประกอบโรคศิลปะแพทย์แผนไทยประเภทเภสัชกรรมไทย และเวชกรรมไทย ทั้งสองจับมือกัน เพื่อร่วมฟื้นฟูสุขภาวะของคนเมือง โดยบูรณาการการแพทย์แผนไทย และใช้เครื่องมือทางออนไลน์ อย่าง facebook และ Line มาช่วยทำงาน เริ่มจากเปิดให้คำปรึกษา เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยวิถีแพทย์แผนไทยผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ 

“เดิมเราตั้งใจว่าจะเปิดเป็นคลินิกแพทย์แผนไทย แต่มาคิดว่า ถ้าเป็นคลินิก ก็คงช่วยคนได้เฉพาะที่มาคลินิก และพอเป็นคลินิก เราต้องทำงานเต็มเวลาอีก แต่พวกเรายังต้องการทำอะไรมากกว่านั้น เลยมาลงตัวที่การให้บริการคำปรึกษาและวินิจฉัยโรคในเชิงของแพทย์แผนไทย ผ่านช่องทางไลน์”

จากสารพัดโรค พวกเขามุ่งไปที่กลุ่ม NCDs คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และไม่สามารถแพร่กระจายโรคจากคนสู่คนได้ โดยทั่วไปอาจเรียก กลุ่มโรคเรื้อรัง โดยเริ่มที่ “สะเก็ดเงิน” ซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอย่างหนึ่ง ที่พบได้มากถึง 1-3% ของประชากรทั้งหมด อาการคือจะมีผื่นปื้นแดง มีขุยสีขาวหนากระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คนเป็นสะเก็ดเงิน หรือกลุ่มน้ำเหลืองไม่ดี จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกของนำเข้า ราคาก็หลายร้อยไล่ไปจนหลักพันบาท นั่นเองที่จุดประกายให้คนชอบนวัตกรรม และคนทำเรื่องแพทย์แผนไทย ตัดสินใจมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง สมุนไพรไทย ใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิค และมีนวัตกรรม จากนั้นใส่งานวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้น

ช่อคูนอยู่ภายใต้การบ่มเพาะทางธุรกิจจากสำนักทรัพย์สินทางปัญญาและบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ และ TCDC เป็นต้น

ผลจากการแสวงหา โดยนำพาตัวเองเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ทั้งในกลุ่ม Green Personal Care ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 ตัว และกลุ่มตัวยา อีก 7 ตำรับ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวมของคนเมือง

เพราะการทำกิจการเพื่อสังคม ไม่เหมือนการทำธุรกิจทั่วไป สิ่งที่พวกเขาคิดและทำ จึงต้องลึกไปกว่าธุรกิจ ว่ากันตั้งแต่ การคิดผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ได้มองแค่ สินค้านั้นจะมีตลาด หรือขายได้ไหม แต่ต้องมองไกลไปว่า ทำออกมาแล้วจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีกว่าเดิมหรือตอบโจทย์ปัญหาคนในสังคมได้หรือไม่

“การออกผลิตภัณฑ์ เราจะดูจากว่า โพรดักส์นั้นทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่ใช้ ดีขึ้น หรือ เฉยๆ ถ้าเฉยๆ หรือไม่ได้ตอบโจทย์ว่าดีขึ้น เราไม่ทำ แต่จะเลือกผลิตแค่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้นเท่านั้น” เขาบอกจุดยืน

ขณะที่เมื่อมองในมุมธุรกิจ การทำผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการ แต่ยังไม่มีใครทำมาสนอง ก็ยังเป็น “โอกาสธุรกิจ” ของพวกเขา อย่างเช่น การพัฒนายาสีฟันสำหรับคนที่มีปัญหาระบบน้ำเหลืองไม่ดี และร้อนใน ที่พวกเขาพัฒนามาก่อนหน้านี้

“เราจะมองจาก หนึ่งมีช่องว่างไหม สององค์ความรู้ที่เรามีสามารถตอบโจทย์ได้ไหม และสาม เลือกส่วนผสมที่เป็นเหมือนดีเอ็นเอของเรา นั่นคือไม่ว่าจะทำตัวไหนออกมาก็ต้องตอบสนองกลุ่มคนที่มีปัญหาสะเก็ดเงินด้วย ถึงแม้ผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่ได้เน้นขายให้คนที่มีปัญหาสะเก็ดเงินโดยตรง เพื่อถอดตรงนี้มาเป็นจุดขาย” 

ขณะการตั้งราคาขาย แม้เป็นสินค้านวัตกรรม คนทำก็บอกว่า ไม่มุ่งเน้นเอามาร์จิ้นที่มากเกินไป แต่ต้องให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหา อย่าง ยาสีฟัน ขายที่ 250 บาท จากปกติของนำเข้าจะขายกันอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 750 บาท ส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับผิวพรรณของคนมีปัญหาสะเก็ดเงินและน้ำเหลืองไม่ดีนั้น ก็พัฒนาให้เป็นแบบ “ขวดเดียวเอาอยู่” คือ เป็นได้ทั้ง สบู่อาบน้ำ แชมพู และครีมล้างหน้าในขวดเดียว ขายในราคา 360 บาท ขณะปกตินอกจากจะไม่มีให้ใช้แล้ว ถ้าจะใช้ของที่พอใช้ได้ ก็ต้องจ่ายเงินต่อขวดกันหลายร้อย รวมๆ กันก็เป็นพันบาทเข้าไปแล้ว

“ผมเข้าใจว่า มิติของผู้ประกอบการสังคม อาจจะยังใหม่อยู่สำหรับเมืองไทย บางคนเลยอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องตั้งราคาแค่นี้ ในเมื่อเป็นสินค้านวัตกรรม อยากบอกว่า สินค้าเรามีหลายกลุ่ม สำหรับลูกค้าทั่วไป เราก็ตั้งราคาปกติ แต่สำหรับลูกค้าที่มีปัญหาสะเก็ดเงิน หรือน้ำเหลืองไม่ดี ขอตั้งราคาแค่นี้ เพื่อให้เขาเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องเอามาร์จิ้นเยอะ แต่คิดให้สมดุล ทั้งธุรกิจและสังคม”

ทำมา 3 ปี จากแบรนด์เล็กๆ วันนี้ชื่อของ “ช่อคูน” กลายเป็นที่รู้จัก ทั้งในกลุ่มของคนมีปัญหาสะเก็ดเงิน น้ำเหลืองไม่ดี กลุ่มคนออร์แกนิค และกิจการเพื่อสังคม โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี ธุรกิจก็เริ่มอยู่ตัว และยังได้รับการโปรโมทจากหน่วยงานภาครัฐ ในฐานะองค์กรที่ใช้นวัตกรรมและการวิจัยมาขับเคลื่อนธุรกิจอีกด้วย

จากแบรนด์ “ช่อคูน” พวกเขาเตรียมรีแบรนด์สู่ “Herbology” ซึ่งเริ่มใช้ไปแล้วกับยาสีฟันที่ทำออกมา ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียงที่เป็นสากล และสะท้อนธุรกิจที่เป็นการผสมระหว่าง “สมุนไพร” กับ “เทคโนโลยี” หรือ “Herb + Technology” ได้อย่างดียิ่ง

“ต่อไปชื่อช่อคูนจะเป็นตัวรากของธุรกิจ โดยเป็นพวกชื่อบริษัทหรืออะไรไป ส่วนแบรนด์เราจะใช้ Herbology เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เรามีความเป็นนวัตกรรม และมีความเป็นไทยอยู่ในราก”

นอกจากการมาถึงของแบรนด์ใหม่ ในเป้าหมายด้านสังคม พวกเขายังเสนอโครงการ “คนไทยอายุยืน” เพื่อขอการสนับสนุนจากโครงการ 100 พลังเปลี่ยนประเทศ โดยไม่หวังขอ “ทุน” แต่ต้องการทรัพยากรที่เป็น “คน” และ “องค์ความรู้” เพื่อมาช่วยพัฒนาโซลูชั่นให้คำปรึกษาด้านสุขภาวะร่วมกับพวกเขา

“ถ้าเราสามารถถอดองค์ความรู้ที่มีออกมาได้ แล้วทำเป็นพวกแอพพลิเคชั่นเพื่อการวินิจฉัยอาการเบื้องต้น โดยที่คนสามารถเขามากรอกข้อมูล แล้วเป็นผลออกมา พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองได้ วิธีนี้ก็น่าจะช่วยคนได้มากขึ้น” ซึ่งนั้นคือเป้าหมายของพวกเขา

ยังมีความท้าทายมากมายในวิถีกิจการเพื่อสังคม ศิริพัฒน์ บอกว่า ยังอยากเห็นธุรกิจเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง เพื่อที่ถ้ามีเวลามากขึ้น พวกเขาจะได้ไปทำในเรื่องอื่นๆ ที่ยังอยากทำต่อไป เช่น การส่งต่อประสบการณ์ไปสู่กลุ่มเอสเอ็มอี และกิจการเพื่อสังคม เพื่อร่วมเติบโตไปพร้อมกับพวกเขา

นี่คือความตั้งใจของคนที่มีนวัตกรรมและความเป็นไทยอยู่ในรากธุรกิจ และมี “สังคม” เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนธุรกิจ