วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผันผวนเชิงลบ (21 ธ.ค.58)

เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ผันผวนเชิงลบ

ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อ่อนแอสุดในรอบเกือบ 7 ปี และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจของจีน ส่วนภายในประเทศกลุ่มสื่อสารยังมีโอกาสลงได้ต่อในช่วงนี้ เนื่องจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลงอีก อย่างไรก็ตาม ตลาดจะยังคงปรับลงไม่มากนัก ด้วยแรงหนุนจากกลุ่มแบงก์และเม็ดเงิน LTF RMF ในช่วงนี้ แนวรับที่ 1250 จุดจึงยังคงทำงานได้ดีอยู่

แนวรับ/แนวต้าน : 1250/1300 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%

กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว หลีกเลี่ยงหุ้นใหญ่ในกลุ่มสื่อสารไปก่อน

นักลงทุนระยะสั้น : SVI(6.20), BDMS (25.50)

SVI (6.20) งบ Q3 ออกมาดีแล้ว ต่อไปงบ Q4 จะเข้าสู่ช่วงพีค ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกง่ายขึ้นและไม่ส่งออกไปจีน ทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมีค่อนข้างน้อยต่อ SVI ส่วนปีนี้จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เหมือนก่อนช่วงไฟไหม้ ประกอบกับ demand จากยุโรปยังแข็งแกร่งอยู่และปีหน้าจะได้ลูกค้าใหม่จากอเมริกามา 6 ราย เป็นรายได้เสริมถึง 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรมีโอกาสจะโตถึง 32%ในปีหน้า เเถม PE ของSVI ปัจจุบัน 11.6 เท่า ถูกกว่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 12.6 เท่าด้วย

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ วงการโทรคมฯ คาดกลางปีหน้าแข้งเดือดหลัง "แจส โมบาย" เข้าตลาดมือถือ เชื่อผู้ประกอบการเปิดศึกทุ่ม "งบ-โปรโมชั่น" ชิงลูกค้า ชี้ตลาดเข้าสู่ยุคแข่ง "คอนเทนท์" ขณะ "ทรู-จัสมิน" แถลงทิศทางธุรกิจวันนี้ ด้านนักวิเคราะห์ชี้ผู้ชนะประมูล 4 จี อาจต้องแบกขาดทุน 1-2 ปี พร้อมหั่นประมาณการกำไรทั้งกลุ่ม หลังต้นทุนทำธุรกิจพุ่งแรงเกินคาด ประเมิน "แอดวานซ์" เสี่ยงน้อยสุด ส่วน "จัสมิน-ทรู" อาจต้องเพิ่มทุนหรือขายหุ้นพีพี

+ "สมคิด" นำ ครม.เศรษฐกิจแถลงผลงานรัฐ รอบ 1 ปี ชูประชารัฐ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเด่น คลังขายเม็ดเงิน 5 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ คมนาคมยึดรถไฟรางคู่และรถไฟฟ้า "กอบกาญจน์" เน้นยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว 5 คลัสเตอร์

+ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2559 จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่ไม่กระจายตัว เพราะยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าฟื้นตัวแน่มาตรการรัฐดัน

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 367.29 จุด หรือ 2.10% ปิดที่ 17,128.55 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกันเมื่อวันศุกร์ (18 ธ.ค.) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ยังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารถูกเทขายหนัก เหตุนักลงทุนกังวลว่าแบงก์ต่างๆที่ปล่อยกู้ให้บริษัทพลังงานจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานไปด้วย

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 50.12 จุด หรือ 0.82% ที่ 6,052.42 จุด อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้น 1.7% ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในแดนลบ จากที่เดินหน้าขึ้นคักคักก่อนหน้านี้ภายหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี 

- ดัชนีนิกเกอิปิดร่วงลง 366.76 จุด หรือ 1.90% แตะที่ 18,986.80 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงอย่างหนัก โดยตลาดเคลื่อนตัวผันผวนในช่วงบ่ายหลังจากที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สิ้นสุดลง โดยในช่วงแรกนั้นนักลงทุนได้เข้าซื้อหุ้นและได้เทขายในเวลาต่อมา เนื่องจากมีการตีความในทิศทางที่หลากหลายว่า มาตรการล่าสุดของ BOJ ยังถือเป็นการผ่อนคลายการเงินต่อไปหรือไม่

+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนม.ค.ลดลง 22 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 34.73 ดอลลาร์/บาร์เรล และร่วงลง 2.5% ในรอบสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะ

อุปทานที่สูงเกินไป หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลที่ส่งสัญญาณว่า ผลผลิตน้ำมันในสหรัฐไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ดีดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ รวมถึงสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายในรอบสัปดาห์ที่แล้ว