เลิกมองมะกัน หันมาจับตาแดนมังกร
คาดว่าตลาดหุ้นวันนี้ปรับตัวลง จากแง่บวกในประเทศไม่สามารถต้านทานกับข้อกังวลในระดับโลกได้เกี่ยวกับการเติบโตของจีน ในประเทศ มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับข้อตกลงการค้ากับจีนยังผลเชิงบวก ขณะที่การประมูล 4 จีที่ร้อนแรงไม่หยุดกดดันหุ้นสื่อสารและอาจจะเป็นตลาดโดยรวม ด้านต่างประเทศ เปลี่ยนจากเรื่อง Fed ที่สะท้อนความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก หันมาจับตาเรื่องตัวเลขจากบริษัทจีนแทน ซึ่งเผยว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดอันดับสองนี้กำลังอ่อนแอ ซึ่งก็น่าจะกดดันให้หุ้นในประเทศปรับตัวลงวันนี้
หุ้นเด่นวันนี้: TOP (ราคาปิด 60.75 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 66.05 บาท)
เราเลือกบมจ. ไทยออยล์ เป็นหุ้นเด่นวันนี้ด้วยปัจจัยหนุนจากพรีเมียมน้ำมันดิบ Murbanซึ่งเป็นน้ำมันดิบ Light sweet ที่หดแคบลงเทียบราคาน้ำมันดิบดูไบหลังจากที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงทำระดับต่ำสุดใหม่และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ Oversupply ซึ่งจะช่วยให้ค่าการกลั่นของ TOP ปรับตัวดีขึ้นและยังลดการสูญเสียในกระบวนการกลั่น (Fuel loss) เราเชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีหน้า ขณะที่ในระยะสั้นเราคาด TOP จะรายงานผลประกอบการที่โดดเด่นในงวด 4Q58 หลังจากที่ค่าการกลั่น (GRM) ในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้นจากงวด 3Q58 จากผลของฤดูกาลฤดูหนาวที่เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปสูง ซึ่งสามารถหักล้างกับผลขาดทุนสต็อกที่อาจจะเกิดขึ้นในงวดได้ และช่วยหนุนให้กำไรสุทธิทั้งปีของ TOP ในปีนี้พลิกจากขาดทุนในปีที่แล้ว 4.0 พันลบ.กลับมาเป็นกำไรได้อย่างแข็งแกร่งที่ 1.26 หมื่นลบ. อ้างอิงจาก Bloomberg consensus ราคาหุ้นปัจจุบันยังให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกราว 4.6% p.a. ในส่วนของ Price Pattern ของ TOP พบว่ามีความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างมาก จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal ซึ่งการอ่อนตัวของ TOP หากเกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสในการเข้าทยอยเก็บหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TOP ในรอบนี้คาดว่าน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 64.25 บาท และเป้าหมายสำคัญที่ 69.50 บาทได้ ตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss อยู่ที่ 57 บาท (แนวต้าน: 61.75, 63.00, 64.00; แนวรับ: 59.75, 58.75, 57.50)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• ประมูล 4 จีเดือด ล่วงสู่วันที่ 4ราคาล่าสุดอยู่ที่ 6.41 และ 6.63 หมื่น ลบ. หลังเคาะประมูลครั้งที่ 162 เวลา 5.55 น. วันนี้ โดยมากกว่าราคาตั้งต้นถึง 4 เท่า ราคาเฉลี่ยนต่อเมกะเฮิร์ตซ์ของคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์อยู่ที่ 6.52 พัน ลบ. หรือมากกว่าของคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ซึ่งเท่ากับ 2.69 พัน ลบ. ต่อเมกะเฮิร์ตซ์ถึง 142% โดยช่วงต่อไปจะเริ่ม 9 โมงเช้าวันนี้ (กสทช.)ความเห็น: เราเห็นว่าน่าจะมีแรงกดดันเชิงลบต่อราคาหุ้นสื่อสารไม่น้อยเพราะราคาต่อเมกะเฮิร์ตซ์ได้พุ่งเกิน 2 เท่าของคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ โดยราคาล่าสุดได้เกินสมมติฐานของเราที่ 4.2 หมื่น ลบ.ไปเยอะ หากสมมติฐานเบื้องต้นว่าราคาสุดท้ายอยู่ 7.2 หมื่น ลบ. ราคาเป้าหมายของ ADVANC (199 บาท ราคาเป้าหมาย 266 บาท) ควรจะถูกปรับลงมาเหลือ 249 บาทต่อหุ้น
• ปัดตกข้อเสนอกำหนดราคาขั้นต่ำสายการบินโลว์คอส คณะกรรมการการบินพลเรือนที่มี รมว.คมนาคมเป็นประธานปฏิเสธข้อเรียกร้องให้กำหนดราคาขั้นต่ำของสายการบินราคาประหยัดตามที่ได้หั่นราคาลงมา คณะกรรมการระบุว่าราคาถูกนั้นเป็นเพียงบางที่นั่งไม่ใช่ทั้งหมด และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค (Bangkok Post)
• ความร่วมมือกระตุ้นการค้าไทย-จีน หลังการประชุมวานนี้ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ และสมาชิกสภาแห่งรัฐจีนได้เห็นชอบที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยนายกของไทยได้กล่าวถึงการค้าแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเป็นสองเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางมายังไทยถึง 10 ล้านคนในปีหน้า (The Nation)
• BIGC (203 บ.) ยืนยันว่ากลุ่มบริษัทคาสิโน ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นบริษัทแม่ จะไม่ขายสินทรัพย์ในประเทศไทยเพื่อนำไปชำระคืนหนี้สินในปีหน้า คาสิโนได้กล่าวว่าจะขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักโดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ไม่ใช่ประเทศไทย BIGC ยังคงแผนจัดตั้งกอง REIT เพื่อที่จะปลดล็อกมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นและใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Bangkok Post)
• K เริ่มทำการซื้อขายบนตลาด MAI วันนี้เป็นวันแรก ราคา IPO 5.80 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น P/E 19.4 เท่า ย้อนหลัง 4ไตรมาส บมจ. คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. ให้บริการออกแบบและตกแต่งงานอย่างครบวงจร สำหรับงานตกแต่งภายใน งานแสดงสินค้าและนิทรรศการ กิจกรรมการตลาดทางเลือกและงานพิพิธภัณฑ์และสวนสนุก ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 58 นี้เติบโต 20% YoYดัวยอัตรากำไรสุทธิ 6-7% (SET, Money Channel)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ แนสแด็ก และ S&P500 ต่างปรับตัวลง 1.43%, 1.35% และ 1.50% ตามลำดับ เนื่องจากนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมาเป็นเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอลง (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่ Fed ยืนยันว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ โดยดัชนี FTSEurofirstปรับตัวสูงขึ้น 1.3% เมื่อวันพุธ ขณะที่ดัชนี DAX ปรับตัวสูงขึ้น 2.57% ดัชนี CAC ปรับตัวสูงขึ้น 1.14% และดัชนี FTSE ปรับตัวสูงขึ้น 0.68% (Reuters)
เอเชีย:
• ผลประกอบการของบริษัทในจีนตกต่ำ ผลการสำรวจรายไตรมาสเกี่ยวกับความคิดเห็นของบริษัทเอกชนกว่า 2,100 แห่งในประเทศจีนซึ่งจัดทำโดย China Beige Book International (CBB) ระบุว่ารายได้จากการขาย ปริมาณผลผลิต ราคา กำไร เงินกู้ยืมและค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจทุกกลุ่มแสดงผลประกอบการที่แย่ลงในไตรมาสนี้มากกว่าไตรมาสก่อนซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติของการสำรวจ (Reuters)
• คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะคงอัตราดอกเบี้ยในวันศุกร์นี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจจะมีการประชุมในวันศุกร์นี้และเป็นที่คาดหมายกันโดยทั่วไปว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ อย่างมั่นคง ผลการสำรวจรายไตรมาสของบีโอเจชี้ว่าบริษัทต่างๆ ยังคงแผนการใช้จ่าย ส่วนข้อมูลที่ปรับปรุงแล้วแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำในช่วงไตรมาส 3/58 (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ทองราคาตกเนื่องจาก Fed ทองคำตลาดจรราคาร่วง 21.20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.98% มาอยู่ที่ 1,051.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ซึ่งทำให้ราคาทองลดลงมาใกล้ระดับในปี 53 ระหว่างที่เงินดอลลาห์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นหลังจากที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณในการเริ่มเทรนด์ขาขึ้นของดอกเบี้ยในอนาคต (Reuters)
• ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากความกังวลภาวะ Oversupplyหลังจากที่สต็อกน้ำมันดิบแหล่ง Cushing รัฐ Oklahoma ล่าสุดปรับตัวสูงขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 0.57 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (-1.6%) มาอยู่ที่ 34.95 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 0.33 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 37.06 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (Reuters)






