วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พักฐาน (18 ธ.ค.58)

เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : พักฐาน

ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มพักฐานลงด้วยแรงขายทำกำไรชั่วคราว หลังจากที่ได้ตอบรับการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเชิงบวกเมื่อวานนี้ โดยแรงกดดันหลักคือราคาน้ำมันที่ยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ชัดเจนในช่วงนี้ จากความกังวลเรื่อง demand ที่อ่อนแอ โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องและ supply ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจาก OPEC ขณะที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันนี้คาดว่าจะไม่มีนโยบายเพิ่มเติมมากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนภายในประเทศเราประเมินว่าเป็นกลางถึงลบจากประเด็นการประมูล 4G ที่กดดัน sentiment กลุ่มสื่อสาร เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายค่ายรวมทั้งทางเรามีแนวโน้มจะปรับลดราคาเป้าหมายของ AIS TRUE DTAC ลงอีกเร็วๆนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1290/1320 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%

กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว หลีกเลี่ยงหุ้นใหญ่ในกลุ่มสื่อสารไปก่อน

นักลงทุนระยะสั้น : CENTEL (50), BDMS (25.50)

CENTEL (50) หาโอกาสเก็บเพิ่มตอนย่อได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิของ CENTEL จะขยายตัวขึ้นแข็งแกร่งที่ 43.6% yoy อยู่ที่ 1,706.8 ล้านบาทในปี 58 จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Centara Kata Resort ภูเก็ตจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 50% รวมทั้งธุรกิจอาหารที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องและ EBITDA margin ของอาหารที่ดีขึ้นแถมการพัฒนาโรงแรมใหม่ตามแผนและทรัพย์สินโรงแรมเดิมในหัวหิน พัทยาและภูเก็ตที่ขยายตัวขึ้นจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว การพัฒนาตามแผนของบริษัทฯ ที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 1) รีสอร์ทของตัวเอง 2 แห่งที่มัลดีฟ 2) JV ที่สัดส่วน 50:50 กับพันธมิตรในประเทศสำหรับการพัฒนาโรงแรมในพม่าและศรีลังกาและ 3) การพัฒนาโรงแรม Cosi ของตัวเองอีก 2 แห่ง ราคา target 50 น่าจะได้เห็นช่วงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าไม่ยากเลย แต่ก็อย่าลืม Take profit นะครับ

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC


ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ "ไทย-จีน" ร่วมพัฒนาการค้าการลงทุน ตั้งเป้าการค้าเพิ่ม 1 เท่าตัวภายในปี 2563 จาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์พร้อมร่วมส่งเสริมท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 10 ล้านคนด้าน "สมคิด" ดึงจีนช่วยพัฒนา คลัสเตอร์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ระบุเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเริ่มเห็นผล-เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดันจีดีพีปี 58 ขยายตัว 2.9-3% หนุนจีดีพีปี 59 พุ่ง 3.5-4% ชี้เฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบไทยโดยตรงให้มั่นใจฝีมือขุนคลัง ผู้ว่าธปท.พร้อมดึงจีนลงทุนเปิดทางสร้างยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมศตรวรรษที่ 21 ของจีนหนุนไทยศูนย์กลางเออีซี ขณะจีนขานรับพัฒนายุทธศาสตร์ร่วม 2 ประเทศ

- "สมาคมบอนด์-คลัง-ธปท." ประเมินปีหน้าเงินไหลออกต่อเนื่อง หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย "วิรไทย" เตือนค่าเงินมีแนวโน้มผันผวนเอกชนต้องเตรียมรับความเสี่ยง "ปลัดคลัง" เชื่อ ธปท.พร้อมรับาอความผันผวนเงินทุนเคลื่อนย้าย "นักเศรษฐศาสตร์" วิตกส่วนต่างดอกเบี้ย "ไทย-สหรัฐ" แคบลง กดดัน "ยีลด์บอนด์" พุ่ง ดันต้นทุนการเงินเพิ่ม

+ ประมูล 4จี คลื่น 900 ผ่าน 3 วันเคาะแล้ว 144 รอบ ทะลุ 50 ชั่วโมง ไม่มีใครถอย ดันราคาพุ่ง 119,108 ล้านบาท กสทช.รับเดายากจะจบเมือ่ไร ระบุหากวิเคราะห์จากภาพรวมในแต่ละรอบ รายเก่าที่ประมูลย่าน 1800 ชนะครั้งก่อนยอมกำไรน้อยลง หวังไม่ให้เกิดรายใหม่เข้าตลาด เผยราคาสถิติโลกสูงสุดทำไว้ไลเซ่นส์ละ 68,000 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,495.84 จุด ร่วงลง 253.25 จุด หรือ -1.43%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (17 ธ.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กร่วงหลุดจากระดับ 35 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลว่า วิกฤตราคาพลังงานอาจจะส่งผลกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และยังได้ฉุดตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น 41.35 จุด หรือ 0.68% ที่ 6,102.54 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันเมื่อคืนนี้ (17 ธ.ค.) โดยปรับตัวแข็งแกร่งตามตลาดหุ้นยุโรป หลังจากที่นักลงทุนขานรับต่อการที่เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี

+ ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 303.65 จุด หรือ 1.59% ปิดที่ 19,353.56 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปีในการประชุมเมื่อวานนี้ ซึ่งช่วยหนุนมุมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่น

+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.ลดลง 57 เซนต์ หรือ 1.6% ปิดที่ 34.95 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานที่สูงเกินไป หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายในรอบสัปดาห์ที่แล้ว