เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ขณะที่ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มพลังงานก่อนในเดือนนี้
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ซึมในกรอบ1250-1280
ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มจะซึมอยู่อีกวันโดยนักลงทุนควรติดตามการประมูลคลื่น 4G 900 MHzซึ่งมีโอกาสกดดันหุ้นกลุ่มสื่อสารอีกรอบในช่วงนี้ ส่วนราคานำ้มันที่อ่อนเเอ เเละกลุ่มเเบงค์ที่ขาดปัจจัยบวกมาหนุนก็ยังคงเป็นเเรงฉุดให้SET Index ไม่สามารถขยับขึ้นได้ชัดเจน เราเเนะนำเก็บสะสมหุ้นเมื่อดัชนีเข้าใกล้เเนวรับ 1250 จุด เพื่อหวังเเรงหนุนจากเม็ดเงินLTF RMF ช่วงปลายปีเเละเราคาดตลาดจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นได้หลังมีความชัดเจนเรื่องเฟดในสัปดาห์นี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1250/1300 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ขณะที่ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มพลังงานก่อนในเดือนนี้
นักลงทุนระยะสั้น : CENTEL (50), BDMS (25.50)
CENTEL (50) หาโอกาสเก็บเพิ่มตอนย่อได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิของ CENTEL จะขยายตัวขึ้นแข็งแกร่งที่ 43.6% yoy อยู่ที่ 1,706.8 ล้านบาทในปี 58 จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Centara Kata Resort ภูเก็ตจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 50% รวมทั้งธุรกิจอาหารที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องและ EBITDA margin ของอาหารที่ดีขึ้นแถมการพัฒนาโรงแรมใหม่ตามแผนและทรัพย์สินโรงแรมเดิมในหัวหิน พัทยาและภูเก็ตที่ขยายตัวขึ้นจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว การพัฒนาตามแผนของบริษัทฯ ที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 1) รีสอร์ทของตัวเอง 2 แห่งที่มัลดีฟ 2) JV ที่สัดส่วน 50:50 กับพันธมิตรในประเทศสำหรับการพัฒนาโรงแรมในพม่าและศรีลังกาและ 3) การพัฒนาโรงแรม Cosi ของตัวเองอีก 2 แห่ง ราคา target 50 น่าจะได้เห็นช่วงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าไม่ยากเลย แต่ก็อย่าลืม Take profit นะครับ
BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูง ระหว่างไทย-เมียนมา เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจเอชซี) ครั้งที่ 5 ว่า ญี่ปุ่นได้ลงนามถือหุ้นในนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) หรือบริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวลลอปเมนท์ อย่างเป็นทางการแล้ว
+ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ในปี 2559-2560 รฟม.จะเปิดประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า 8 โครงการ รวมระยะทาง 148.3 กม. วงเงินก่อสร้าง 4.64 แสนล้านบาท และจะคัดเลือกเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อท่าพระ ให้ได้ภายในปี 2559
+ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณา พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีผลบังคับใช้ในไม่ช้านี้
+ นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคม ผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ได้จัดทำกลยุทธ์เชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเสนอให้ภาครัฐเพื่อพิจารณา เพื่อให้อุตสาหกรรมค้าปลีกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้PSUM> สรุปข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 ธ.ค. 2558
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,368.50 จุด พุ่งขึ้น 103.29 จุด หรือ +0.60%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤติราคาพลังงาน ขณะที่นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพุธนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากเฟดส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลง 78.72 จุด หรือ 1.32% ที่ 5,874.06 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีเมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าเทขายหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวในระดับต่ำ
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค.เพิ่มขึ้น 69 เซนต์ หรือ 1.9% ปิดที่ 36.31 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบร่วงหลุดระดับ 35 ดอลลาร์/บาร์เรลในระหว่างวัน ขณะที่นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในวันพุธนี้









