วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟื้นตัวเล็กน้อย

เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :   ฟื้นตัวเล็กน้อย

ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้บ้าง หลังปรับลงแรงสองวันติดต่อกัน ปัจจัยหนุนคือการที่เอียซ่าประกาศไม่ห้ามการบินเข้ายุโรป จึงเป็นผลดีต่อกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน และตลาดโดยรวมได้รับรู้ข่าวเกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปค่อนข้างมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ตลาดไทยยังคงต้องเผชิญแรงขายอยู่เป็นระยะๆในช่วงนี้ ด้วยความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมัน แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มพลังงานในช่วงนี้ก่อนและเก็บสะสมหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล และรับเหมาเพิ่มเติมเป็นรายตัว โดยเราเชื่อว่าช่วงปลายปีตลาดจะฟื้นตัวขึ้นได้หลังได้รับความชัดเจนเรื่องเฟดและแรงหนุนจากเม็ดเงิน LTF RMF

แนวรับ/แนวต้าน : 1280/1330 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)

ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป-"เอียซ่า" มติเอกฉันท์ไม่แบนสายการบินจากไทยระบุรัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาต่อข้อกังวลจากไอซีเอโอ พร้อมเกาะติดมาตรฐานการบินของไทยต่อเนื่อง ทูตยุโรปลั่นโล่งใจ นายกฯ ขอบคุณเอียซ่า ยันเดินหน้าเข้มงวดมาตรฐานการบิน "อาคม" เร่งปลดล็อกธงแดงไอซีเอโอ ลุยสอบมาตรฐาน 41 สายการบินคุมเข้มออกใบอนุญาตใหม่ คาดมีสายการบินเข้าข่ายถูกยึดใบอนุญาต

- เอเยนซีชี้โฆษณาไตรมาสสี่ซึมต่อ กลุ่มอุปโภคบริโภคเข็นยอดขายไม่ขึ้น หั่นงบโฆษณาต่อเนื่อง 30% ฉุดเม็ดเงินปีนี้ "ทรงตัว" จับตาปัจจัยลบปี 59 ภาวะเศรษฐกิจ-ภัยแล้งกดดันภาพรวมโตไม่เกิน 5% ด้านธุรกิจห่วง "ภัยแล้ง" กระทบรายได้เกษตรกร ฉุดกำลังซื้อปีหน้า หวังปัจจัยหนุน ลงทุนเมกะโปรเจค-มาตรการกระตุ้นเห็นผล ดันเศรษฐกิจฟื้น

+ "สมคิด" ถกเอกชนรายใหญ่ ตั้ง 10 คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ดึงภาคเอกชนนั่งกรรมการสัดส่วนมากกว่ารัฐ หวังให้บทบาทเอกชน เสนอแนะเดินหน้าเศรษฐกิจเต็มที่ สั่งเตรียมพร้อมหารือรัฐบาลจีนและนักธุรกิจจีนรายใหญ่ในการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน 17 ธ.ค.นี้ ระบุเป็นโอกาสดีในความร่วมมือทั้งระดับภาครัฐและเอกชน

+ "แบงก์ชาติ" เผย "เอ็นพีแอล" เริ่มทรงตัวแต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด ยอมรับแนวโน้มส่อเพิ่มขึ้นบ้าง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลต่อบางภาคธุรกิจ ไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่ มั่นใจรายใหญ่ฐานะแกร่ง ทางด้าน 2 แบงก์ใหญ่ จับตาแบงก์รัฐสนองนโยบายรัฐ ลดดอกเบี้ยช่วยผู้มีรายได้น้อย "แบงก์กรุงเทพ" รับหากเป็นไปตามกลไกตลาดส่งผลดี "กสิกรไทย" พร้อมตามในตลาดที่ยังมีกำไร หากลูกค้ามีปัญหาพร้อมหาทางอื่นดูแล ประเมินปีหน้าความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอ่อนไหวและตลาดเงินผันผวนสูง

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,574.75 จุด เพิ่มขึ้น 82.45 จุด หรือ +0.47%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (10 ธ.ค.) เนื่องจากหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า เพื่อดูว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่

- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 38.63 จุด หรือ 0.63% ที่ 6,088.05 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (10 ธ.ค.) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน โดยมีแรงถ่วงจากกการร่วงลงของหุ้นสปอร์ตส์ ไดเรค ขณะที่ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่สมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทานในด้านพลังงาน

- ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 254.52 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 19,046.55 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวลดลง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแข็งค่าของเงินเยนส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทส่งออกญี่ปุ่น

+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.ลดลง 40 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 36.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (10 ธ.ค.) หลังจากมีรายงานว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือนในเดือนพ.ย. ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทาน้ำมันที่สูงเกินไป