วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TSE - ซื้อ

ท่ามกลางวิกฤตล้วนมีโอกาส

ประเด็นการลงทุน

เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ TSE โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันอยู่ที่มูลค่าที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นอย่างมาก ด้วยมูลค่ารวมของทั้งบริษัทตามราคาตลาดต่อเมกะวัตต์ (EV/MW) ที่ 106 ล้านบาท/เมกกะวัตต์ ซึ่งหมายถึง TSE นั้นเป็นหุ้นในกลุ่มพลังงานทดแทนที่มีมูลค่าถูกที่สุดใน SET นักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นในตอนนี้ สามารถซื้อได้ในมูลค่าที่เท่ากับต้นทุนการลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัท ราคาเป้าหมายของเราอยู่ที่ 8.10 บาท พิจารณาจากรายได้จากโซลาร์ฟาร์ม (52.5 เมกกะวัตต์), โซลาร์รูฟท็อป (14 เมกกะวัตต์) และโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น (30 เมกกะวัตต์) โดยยังคงมีโซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตร และ หน่วยราชการ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลและโครงการอื่นๆในต่างประเทศเป็นอัพไซด์ต่อผลประกอบการ นอกจากนี้เรามองว่าความเสี่ยงของบริษัทนั้นมีค่อนข้างจำกัดจากธรรมชาติของรายได้ของโซลาร์ฟาร์มที่มีความมั่นคงประกอบกับสัญญาที่บริษัทไว้กับผู้ติดตั้งและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า ซึ่งเรามองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อในช่วงที่ราคาต่ำลง

ภาพโซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตร และ หน่วยราชการชัดเจนขึ้น

แม้ว่าผู้บริหารยืนยันว่า จะไม่มีการติดตามสัญญาซื้อขายไฟของโซลาร์ฟาร์มที่ค้างท่ออีกแล้ว แต่ว่าใบขออนุญาติโซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตร และ หน่วยราชการ 69 เมกกะวัตต์ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกยังไม่ได้รับผลกระทบ เราคาดว่าจะมีใบขออนุญาตจำนวนมากไม่ผ่านการคัดเลือกหลังการประกาศในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ (มากกว่า 60%) โดยหาก TSE ได้รับคัดเลือก เราเชื่อว่าจะมีโอกาสสูงขึ้นที่จะได้สัญญาซื้อขายไฟของสหกรณ์โซล่าฟาร์ม และน่าจะเป็นปัจจัยระยะสั้นกระตุ้นราคาหุ้นให้สูงขึ้น

มีความคืบหน้าเกี่ยวกับโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น

เมื่อพิจารณาถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น บริษัทได้เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ไปแล้วบางส่วน ในขณะที่โครงการที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จและการเข้าซื้อกิจการยังดำเนินการตามแผนงานเดิมอย่างต่อเนื่อง จากสัญญาซื้อขายไฟอายุ 20 ปี ด้วยอัตรารับซื้อค่าไฟ 32-40 เยนต่อหน่วย ต้นทุนการลงทุนอยู่ที่ 100-150 ล้านบาทต่อเมกกะวัตต์ รวมถึงงบประมาณในการเข้าซื้อที่ดิน อุปกรณ์และการก่อสร้างสายส่ง ซึ่งหมายถึง IRR ของโครงการที่ค่อนข้างดีที่ประมาณ 8-10%

เข้าเซ็นสัญญา MoUs โรงไฟฟ้าชีวมวล

ล่าสุดบริษัทได้เข้าเซ็นสัญา MoUs กับบริษัทค้าไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะช่วยหนนอุปทานสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 8 เมกกะวัตต์ 3 แห่ง ตลอด 25 ปี บริษัทวางแผนที่จะเข้าไปถือหุ้น 60% ในแต่ละโครงการ และคาดจะเข้าประมูลสัญญาซื้อขายไฟเมื่อมีการจัดสรร 300 เมกกะวัตต์ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกกพ.ชี้ว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนมี.ค. 2559 ทั้งนี้บิษัทยังมองหาแนวทางในการขยายตัวไปยังตลาดในกลุ่ม CLMV ร่วมกับหุ้นส่วทางธุรกิจในระยะยาวอย่าง GPSC อีกด้วย

สินทรัพย์คุณภาพ หนุนรายได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

อัตรารับซื้อไฟของบริษัทนั้นเป็นระบบ Adder 6.5 บาท และส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มดำเนินงานไปได้เพียง 3 ปีนั้น ปริมาณการผลิตไฟของบริษัทนั้นได้รับการรับประกันขั้นต่ำจากบริษัทติดตั้งและซ่อมบำรุง (EPC and O&M operator) ซึ่งน่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงของผลประกอบการได้ โดยมูลค่าในปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลและ PER ปี 2559 อยู่ที่ 3.2% และ 12.6 เท่า ซึ่งเรามองว่าน่าสนใจมากสำหรับผู้เล่นในกลุ่มพลังงานทดแทน