เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ปรับลงต่อ
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่ายังมีโอกาสซึมลงต่อตามตลาดหุ้นในต่างประเทศ โดยการเผยมูลค่าการค้าต่างประเทศของจีนในเดือน พ.ย. 2558 ซึ่งปรับตัวลง 4.5% จากปีก่อน และลดลงเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ขณะที่การส่งออกของจีนในเดือน พ.ย. 2558 ลดลง 3.7% และการนำเข้าปรับตัวลง 5.6% ส่งสัญาณเชิงลบด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในระดับต่ำยังคงกดดันราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานต่อเนื่อง คงคำแนะนำ ขายทำกำไร และถือเงินสดมากขึ้นในพอร์ต
แนวรับ/แนวต้าน : 1295/1330 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)
ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย
BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ทุ่มจัดเคาต์ดาวน์ราชประสงค์สุดอลังการรับคลื่นมนุษย์ 5 แสนคน รักษาตำแหน่งแหล่งจัดงานส่งท้ายปีระดับท็อปเทนของโลก ห้างค้าปลีกทั่วไทยโหมกระแสจัด 2 อีเวนต์ปลุกอารมณ์จับจ่ายให้คึกคัก "เซ็นทรัลเวิลด์" ทุ่มงบ 120 ล้านปั้นกิจกรรมสุขสนุกสุดล้ำรับปีลิง ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์เนรมิตนาฬิกายักษ์ ไว้นับถอยหลังพร้อมคนทั้งโลก ยูดีทาวน์ไม่น้อยหน้าจัดงานฉลองแสนหวานทรหด 3 วัน 2 คืนที่อุดร มั่นใจนักท่องเที่ยวไทย-เทศทะลัก เมกาบางนาปักหลักเอาใจนักช็อปย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ททท.มั่นใจคึกคักกว่าปีก่อน ยอดจองโรงแรมเพิ่มสูงกว่าปีก่อน 20% แล้ว
+ "สมคิด" ชง ครม.สัปดาห์หน้า ตั้งกองทุน "ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์" วงเงินแสนล้าน พร้อมดัน 5 โครงการ เข้า "พีพีพี ฟาสต์แทรค" ในปี 2559 มั่นใจเอกชนสนใจร่วมทุน นายกฯ สั่งต้องใช้ของในประเทศ 30% ครม.ไฟเขียว รถไฟฟ้าสายสีส้ม "ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี" 9.5 หมื่นล้าน
+ "เอียซ่า" ประกาศผลตรวจสอบมาตรฐานไทย 11 ธ.ค.นี้ "จุฬา" เผยแนวโน้มดี ระบุไม่ดึงเกณฑ์ไอเคโอและเอฟเอเอมาใช้ "อาคม" ลงนามร่วมเอียซ่าพัฒนาการบินของไทย หลัง ครม.ไฟเขียวงบ 100 ล้านบาท สางปัญหาตั้งเป้าวางแผนงาน 3 ระยะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเทียบสากล ด้านการบินไทยมั่นใจผ่านมาตรฐานเอียซ่า
- "ค่ายรถ" ประเมินยอดขายในประเทศปีหน้าหดตัว เหตุกำลังซื้อถูกดึงล่วงหน้าจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ แนะรัฐเอื้อลงทุนวิจัยและพัฒนาสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ยั่งยืน ลดเสี่ยงย้ายฐานผลิต ขณะรัฐเดินหน้าหนุนลงทุนยานยนต์ ดึงชิ้นส่วนฯ มีบทบาทออกแบบ หวังพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยี
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,568.00 จุด ลดลง 162.51 จุด หรือ -0.92%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงติดต่อกันสองวันทำการเมื่อคืนนี้ (8 ธ.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังจากมีรายงานว่า มูลค่าการค้าต่างประเทศของจีนหดตัวลงในเดือนพ.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 88.30 จุด หรือ 1.42% ที่ 6,135.22 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (8 ธ.ค.) นำโดยการร่วงลงของหุ้นแองโกล อเมริกัน ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆต่างก็ปรับตัวย่ำแย่ด้วย
- ดัชนีนิกเกอิปิดร่วงลง 205.55 จุด หรือ 1.04% แตะที่ 19,492.60 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดที่ต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ร่วงลงกว่า 200 จุดเนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรง
กดดันจากการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ท่ามกลางการร่วงลงของราคาน้ำมัน โดยตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงแม้ว่าทางการญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ปีนี้
+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 37.51 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (8 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าภาวะอุปทานน้ำมันทั่วโลกอาจปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าผลิตน้ำมันในระดับปัจจุบันต่อไป






