น้ำนิ่งไหลลึก
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่า พฤติกรรมของมีเดียเอเจนซี่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเดิมที่เม็ดเงินโฆษณามักถูกกระจายไปตามช่องโทรทัศน์ต่างๆกัน แต่ปัจจุบันเราพบว่า เม็ดเงินโฆษณามักไปกระจุกตัวอยู่ที่ช่องที่มีเรตติ้งค่อนข้างสูง เราเชื่อว่าช่องเวิร์คพ้อยท์ทีวี ซึ่งเป็นช่องที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในบรรดาทีวีดิจิตัล น่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของเม็ดเงินโฆษณาในปี 2559 และ WORK ยังคงเป็นหนึ่งในสองหุ้นในกลุ่มสื่อที่เราชื่นชอบมากที่สุดสำหรับการลงทุนในระยะเวลา 6-9 เดือน และเรายังคงคำแนะนำ ซื้อ
ตั้งเป้าเรตติ้งดิจิตัลทีวีจากกลุ่มผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 1.5 ณ สิ้นปี 2559
เรตติ้ง 18 ชม.(จากผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไป, ทั่วประเทศ) ของช่องเวิร์คพ้อยท์ทีวี อยู่ที่ 1.06 ในช่วงวันที่ 1-15 พ.ย. ลดลงจาก 1.08 ในช่วงต.ค. เนื่องจากผลของการเรียงช่องดิจิตัลทีวีใหม่ โดยในสัปดาห์แรกที่ช่อง WORK ย้ายไปที่อยู่ช่องหมายเลข 23 พบว่าเรตติ้งลดลงถึง 10% แต่ในสัปดาห์ที่สองลดลงเพียงแค่ 5% เท่านั้น เราเชื่อว่าการเปลี่ยนหมายเลขช่องจะส่งผลแค่เพียงในระยะสั้น เรตติ้งของช่องน่าจะกลับมาดีขึ้นในเร็ววัน เนื่องจากคอนเทนต์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยแม้ว่าเวิร์คพ้อยท์ทีวีจะย้ายไปที่ช่อง 23 แต่ยังคงให้บริการอยู่บนช่องเริ่มต้นของแพล็ตฟอร์มพีเอสไอ เราเชื่อว่าเรตติ้งของ WORK น่าจะยังคงสูงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/58 จนถึงปี 2559 จากคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายและละครหลังข่าวที่เพิ่มเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์ เราคิดว่ากลยุทธ์ในการออนแอร์คอนเทนต์ใหม่หลังรายการที่มีเรตติ้งสูงอยู่เดิมน่าจะเป็นปัจจัยหนุนในการเพิ่มเรตติ้งของรายการใหม่ และสามารถทำให้ติดตลาดได้ค่อนข้างเร็ว โปรแกรมสำหรับปีหน้ายังคงมีความน่าสนใจ ละครหลังข่าวเรื่องใหม่ (สำหรับทุกไตรมาส) อย่างเช่น ละครชุด 7 วันจองเวร ภาค 2 และละครเรื่องเทวดาตกสวรรค์, รายการวาไรตี้ อย่างเช่น รายการเวทีทองวินเทจ และคอนเทนต์รายการฟอร์มยักษ์ อย่างเช่น รายการ Let me in Thailand ศัลกรรมเปลี่ยนชีวิต, รายการ King of mask และรายการ I can see your voice ซึ่งน่าจะช่วยหนุนเรตติ้งของช่องให้สูงขึ้นได้ในปี 2559
คอนเสิร์ตและละครเวทีหนุนผลประกอบการไตรมาส 4/58
เราคาดว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/58 อยุ่ที่ 44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% YoY (จากรายได้จากดิจิตัลทีวี) แต่ลดลง 25% QoQ (จากการจ่ายโบนัส) สำหรับธุรกิจดิจิตัลทีวี เราคาดอัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 40,000 บาท/นาที และอัตรายอดจองเวลาโฆษณาอยู่ที่ 80% ในไตรมาส 4/58 โดยอีกปัจจัยที่หนุนการเพิ่มขึ้นของรายได้ ได้แก่ คอนเสิร์ตใหญ่และละครเวที-คอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส 2 ( 4 รอบการแสดงใน เดือนต.ค. ด้วยอัตราการขายบัตรที่ 90%) และโหมโรง เดอะมิวสิคัล Restage (16 รอบการแสดงในเดือนพ.ย. ด้วยอัตราการขายบัตรที่ 70%)
ปรับเพิ่มผลประกอบการปี 2559
เราปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2559 ขึ้น 9% (ที่ 336 ล้านบาท) สะท้อนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ต่ำกว่าที่เราคาด และคาดอัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยของ WORK อยู่ที่ 46,000 บาท/นาที (เพิ่มขึ้น 39% YoY) ด้วยอัตรายอดจองเวลาโฆษณาเฉลี่ย 83% ทั้งนี้บริษัทมีมุมมองต่ออัตราค่าโฆษณาปี 2559 ในเชิงบวกมากกว่าเรา โดยมองว่าอัตราค่าโฆษณาน่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 50,000 บาท/นาที แต่ CPRP ยังคงทรงตัวที่ 20,000บาท/30วินาที ในปี 2559 ซึ่งเราคิดว่ายังคงต่ำกว่าช่อง 7 และช่อง 3 เอชดีของ BEC เรามองว่าอัพไซด์ในระยาวต่ออัตราค่าโฆษณาน่าจะมาจากเรตติ้งของละครหลังข่าว ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะมีเรตติ้งสูงขึ้นเรื่อยๆมากกว่าละครเรื่องแรกอย่าง ดอกไม้ลายพาดกลอน (เรตติ้งเฉลี่ยที่ 2.5) ผู้บริหารชี้ว่า บริษัทได้ขายโฆษณาไปแล้วประมาณ 1.7-1.8 พันล้านบาท สำหรับปี 2559 (เป้าหมายยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท) รายได้จากคอนสิร์ตและการแสดงในปี 2559 น่าจะยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากมีอีกอย่างน้อย 5 การแสดงในปีหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิที่ 12% เทียบกับที่เราคาดที่ 10.2%









