วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

CENTEL - ซื้อ

ประเด็นหลักจากการพบนักลงทุนในฮ่องกง

ประเด็นการลงทุน

เราพาผู้บริหารระดับสูงของ CENTEL พบปะนักลงทุน (NDR) ในฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนมีความประทับใจต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมที่ทำสถิติสูงสุดใหม่และความสำเร็จของกลยุทธ์การเพิ่มอัตรากำไรของุรกิจอาหารของบริษัท โดยคำถามหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นเรื่องของแนวโน้มและโอกาสการเติบโตของกิจการที่โดดเด่นกว่าปกติในอนาคต ทั้งนี้โรงแรมสองแห่งใหม่ในมัลดีฟว์, โรงแรมใหม่แบรนด์ Cosi และกาารเขื้อกิจการใหม่ เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการปรับเพิ่มขึ้นของประมาณการของเรา โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2559 ที่ 28.9 เท่า โดยในช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 4/58-1/59 จะช่วยหนุนให้มูลค่าดังกล่าวมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ที่ 32.2 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2559-2557 อยู่ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งที่ระดับมูลค่าดังกล่าวนั้นสะท้อนราคาหุ้นที่ 50 บาท/หุ้น ทั้งนี้แม้ว่าราคาหุ้นมีการปรับตัวได้ดีมาก (เพิ่มขึ้น 21% QTD) แต่เรามองว่าอาจ เร็วเกินไปที่จะขายทำกำไรในช่วงเริ่มเข้าฤดูการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย โดยเราแนะนำให้รอให้ราคาสูงขึ้นกว่านี้ก่อนพิจารณาขายทำกำไร (let profit run strategy)

ธุรกิจโรงแรมโดดเด่น ในขณะที่ธุรกิจอาหารพิสูจน์ถึงอัตรากำไรสูงขึ้น

จากกำไรของธุรกิจโรงแรมที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดรายไตรมาส 1/58-3/58 ผู้บริหารแนะว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักยังเติบโต 5% YoY ในเดือนต.ค. 2558 (อัตราการเข้าพักเติบโต 1% YoY ที่ 79% และราคาห้องพักเติบโต 4% ) – โดยเติบโต 11% YoY สำหรับโรงแรมในมัลดีฟว์, 8% สำหรับโรงแรมในกรุงเทพฯ และ 1% สำหรับโรงแรมต่างจังหวัด ดังนั้นบริษัทน่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้ต่อห้องพักปี 2558 ที่ 7% ได้ จากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเติบโต 6% อยู่ที่ 81% ทั้งนี้สำหรับธุรกิจอาหารนั้นยอดขายอาหารต่อสาขาเดิมปรับตัวจากติดลบ 3.1% YoY ในไตรมาส 3/58 เป็นเติบโต 2.0% YoY ในเดือนต.ค. ยอดขายของทุกสาขาเติบโต 4.0% ในเดือนต.ค.เทียบกับกาลดลง 1.0% YoY ในไตรมาส 3/58 โดยบริษัทมีป้าหมายรายงานยอดขายต่อสาขาเดิมลดลงเล็กน้อยในปี 2558 แต่ยอดขายของทุกสาขาเติบโตเพิ่มขึ้น 2-3% ทั้งนี้บริษัทมั่นใจเป้าหมายอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา (EBITDA margin) ขยายตัว 4.0% YoY อยู่ที่ 13.0% ในปี 2558 หนุนจากการเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นและการลดลงจากการปิดสาขาที่ขาดทุนของสาขาที่ลดลง


กำไรปี 2559 เริ่มเติบโตแบบปกติ บวกด้วยโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ

ผู้บริหารเปิดเผยแผนธุรกิจปี 2559 ว่าเป้าหมายการเติบโตของรายได้ต่อห้องพักของธุรกิจโรงแรมอยุ่ที่ 8% หนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาเข้าพักเฉลี่ย 7% และการเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 1% เป็น 82% โดยการปรับปรุงห้องพักใหม่ของเซ็นทาราแกรนด์มัลดีฟว์น่าจะช่วยหนุนราคาค่าห้องพักได้ในช่วง 8-21% ในปี 2559 ขึ้นอยู่กับประเภทของห้องพักที่ปรับปรุงใหม่ นอกจากนี้ธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯและธุรกิจประชุมสัมนา (MICE) ยังสามารถเติบโตมากขึ้นได้อีกในปี 2559 ทั้งนี้สำหรับธุรกิจอาหารนั้นเป้าหมายการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมปี 2559 อยู่ที่ 3% และเป้าหมายอัตราการเติบโตของรายได้ทุกสาขาอยู่ที่ 5% โดยอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา (EBITDA margin) คาดดีขึ้น 0.5-1.0% สำหรับธุรกิจโรงแรม และทรงตัวสำหรับธุรกิจอาหาร โดยบริษัทยังมองหาโอกาสในการร่วมทุนและเข้าซื้อกิจการโรงแรมและอาหารเพิ่มเติมอีกด้วย

โรงแรมที่เป็นเจ้าของเองแห่งใหม่เริ่มดำเนินงานในปี 2561

ภายในปี 2563 นั้นบริษัทมีแผนงานที่จะมีโรงแรมอย่างน้อยทั้งหมด 90 แห่ง (เทียบกับ 42 แห่งในปี 2558) ผ่านโรงแรมที่รับบริหาร (เป้าหมายเซ็ฯสัญญาบริหารโรงแรม 8-10 แห่งใหม่ต่อปี) และโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง ในปี 2561 โดยปัจจุบันบริษัทเตรียมสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว สองแห่ง ในมัลดีฟว์ (รวม 300 ห้องพัก ด้วยเงินลงทุนกว่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ โรงแรมระดับประหยัด Cosi สองแห่ง

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551

อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของบริษัทอยู่ที่ 0.8 เท่า ณ สิ้นเดือนก.ย. 2558 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2551 และต่ำกว่านโยบายของบริษัทที่ ไม่เกิน1.2 เท่า และต่ำกว่าเงื่อนไขทางการเงินของเจ้าหนี้ที่ 2.0 เท่า โดยบริษัทมีหนี้สินในรูปเงินสกุลสหรัฐเท่ากับ 20% ของหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมดจากธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟว์ แต่ได้รับการประกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ (natural hedge) จากรายรับที่อยู่ในรูปเงินสกุลสหรัฐจากรายได้โรงแรมที่มัลดีฟว์เช่นกัน โดยแม้ว่าจะรวมเงินลงทุนจากการสร้างโรงแรมเพิ่มบนเกาะมัลดีฟว์และ Cosi แล้ว บริษัทไม่มีความเสี่ยงของการเพิ่มทุนใหม่อย่างแน่นอน