บวกแบบจำกัด
คาดว่า SET วันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยบนความคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นจะไปต่อในปีหน้า ในประเทศ โอกาสขยายนโยบายการคลังน่าจะกระตุ้นความเชื่อมั่นได้ โดยจะดึงดูดนักลงทุนมาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้ว่าแผนทั้งสองจะยังอยู่ระหว่างออกใช้ซึ่งก็หมายถึงว่าผลบวกต่อ SET ก็จะมีจำกัด ต่างประเทศ ความเห็นเชิงขึ้นดอกเบี้ยจาก Fed น่าจะกระตุ้นความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเพราะนักลงทุนคาดหวังสัญญาณความแข็งแกร่งของตัวเลข GDP สหรัฐไตรมาส 3/15 ที่จะออกมาพรุ่งนี้ ขณะที่ ECB คาดว่าจะผ่อนคลายในสัปดาห์หน้า
หุ้นเด่นวันนี้: STEC(Bt25.25; NR; 15TP IAA Bt27.93)
บริษัท ซิโนไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาจัดซื้อจัดจ้างและรับเหมางานวิศวกรรมก่อสร้าง เพิ่งชนะการประมูลของการรถไฟแห่งประเทศไทย สำหรับโครงการรถไฟรางคู่สายแรกเส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย มูลค่าประมูล 9.8 พันล้านบาท จากโครงการก่อสร้างในมือมูลค่า 4.9 หมื่นล้านบาท เมื่อสิ้น2014 STEC ชนะผู้ประมูลอีก 5 ราย แสดงถึงศักยภาพที่จะชนะการประมูลในอนาคต บริษัทมีอัตรากำไรจากการก่อสร้างและสุทธิสูงเมื่อเทียบคู่แข่งที่ 9.5% และ 5.8% โดยมีอัตราส่วน DE ต่ำมากที่ 0.2x และอัตรากำไรต่อดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็น 106.3เท่า ล่าสุดจาก 81 เท่าเมื่อปี 2014 จากการสำรวจความคิดเห็นของสมาคมนักวิเคราะห์ นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทจะลดลง 20% ปีนี้ แต่จะกลับขยายตัว 12% ปีหน้า แต่เราคาดว่า นักวิเคราะห์นับจากนี้มีแต่ต้องปรับประมาณการกำไรของบรรดาบริษัทรับเหมาขึ้น เนื่องจากโครงการก่อสร้างภาครัฐบาลที่ชะลอช้ามานาน มาถึงจุดที่จะเดินหน้าเต็มที่แล้วนับจากนี้ จะมีการประมูลรถไฟรางคู่ครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค. มูลค่า 4.3 หมื่นล้านบาท จากโครงการก่อสร้างระบบคมนาคม 1.796 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2015-2020 ได้เกิดสัญญาณซื้อในรายวันและรายสัปดาห์แล้ว และหากหุ้น STEC ปิดเหนือ 25.50 บาท เมื่อสิ้นเดือนนี้จะเกิดสัญญาณซื้อในรายเดือน บ่งชี้ว่า STEC กำลังจะทำจุดสูงสุดใหม่ STEC น่าจะผ่านเป้าหมายเบื้องต้นที่ 27.75 ก่อนจะทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 32.25 ก่อนจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 37.75 บาท (แนวต้าน: 25.25, 25.50, 25.75; แนวรับ: 24.90, 24.80, 24.60)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• รัฐบาลโปรโมตเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อต่างชาติปีหน้า ก.พาณิชย์จะชวนผู้แทนประเทศต่างๆ จากสถานทูตมายังหอการค้าต่างประเทศและบริษัทต่างๆ เพื่อเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระตุ้นการลงทุนต่างประเทศ รัฐบาลยังแจกจุลสารซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย และจะเชื่อมโยงเขตฯ กับเพื่อนบ้านอย่างไร (Bangkok Post)
• ข้อเสนอลดหย่อนภาษีเงินได้กำลังมา กรมสรรพากรเร็วๆ นี้ จะยื่นข้อเสนอต่อ รมว. การคลังสามถึงสี่ทางเลือกในการลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการปรับลดขั้นรายได้สำหรับอัตราภาษี 35%, เพิ่มระดับรายได้สำหรับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากปัจจุบันอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ยกเลิกการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาหักลดหย่อนได้ในสัดส่วน 40% แต่ไม่เกินหกหมื่นบาทและเปลี่ยนโครงสร้างขั้นบันไดการจัดเก็บภาษีใหม่ (Bangkok Post)
• คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถูกเตือนการห้ามลงสมัครของ สส. จากการฟังประชาพิจารณ์วานนี้จากผู้เข้าร่วม 166 คนจาก 15 จังหวัดของภาคเหนือมีการเสนอความเห็นว่าผู้สมัครที่ทุจริตการเลือกตั้งควรถูกห้ามลงสมัครตลอดชีวิตและรวมถึงญาติของผู้สมัครด้วย (Bangkok Post)
• BCP(36.50 บ.) วางแผนขยายกำลังการกลั่นของโรงกลั่นเพิ่มขึ้น 17% เป็น 140,000 บาร์เรลต่อวัน ภายใต้งบลงทุนราว 1.0 หมื่นลบ. หลังจากที่ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันของบริษัทเติบโตมากกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทฯ เล็งเห็นการเติบโตที่ต่อเนื่องในอนาคต ปัจจุบันการออกแบบโรงกลั่นส่วนต่อขยายได้เสร็จสมบูรณ์แล้วและคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาและก่อสร้างราว 3 ปี โดยจะแล้วเสร็จในปี 2561 (Bangkok Post)ความเห็น: ประเด็นการลงทุนดังกล่าวถือเป็น Upside การเติบโตในระยะยาวของ BCP เงินสดในมือปัจจุบันราว 1.4 หมื่นลบ. ประกอบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอที่จะลงทุนโครงการดังกล่าว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ BCP ประเมินราคาหุ้นเหมาะสมปี 59 อยู่ที่ 45.50 บาท
ต่างประเทศ:
• นักลงทุนมองข้ามชอตเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธ.ค. : มีนักลงทุนจำนวนมากขึ้นตอนนี้ที่แปลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าว่าเป็นสัญญาณของความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว พวกเขามองว่าถ้าเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า คนจะกังวลว่าสถานการณ์ยังไม่น่าวางใจ เนื่องจากจะมีภาวะเงินเฟ้อเล็กน้อยเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เฟดได้ส่งสัญญาณผ่านทางรายงานการประชุมล่าสุดว่าจะค่อยๆ ขึ้นต้นทุนการกู้ยืมในปีหน้า ซึ่งจะช่วยรักษากำไรของบริษัทต่าง ๆ ให้ไม่ถูกกระทบกระเทือน (Reuters)
• ธนาคารกลางยุโรปจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า: นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) บอกเป็นนัยอย่างชัดเจนว่าอีซีบีจะเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมนโยบาย ณ วันที่ 3 ธ.ค. (Reuters)
• นโยบายที่แตกต่างกันทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น: เนื่องจากธนาคารกลางสำคัญของโลก 3 แห่งจะดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกัน ความแตกต่างที่มากขึ้นจะทำให้ตลาดยิ่งผันผวนมากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนในตลาดพันธบัตรซึ่งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเยอรมันอายุ 2 ปี แตะระดับต่ำสุดที่เคยมีมาอยูที่ -38 bp (-0.38%) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปิดสูงสุดนับแต่กลางปี 2553 (Reuters)
• พวกหัวรุนแรงของรัฐอิสลามสังหารประชาชน 19 ราย รวมทั้งชาวรัสเซีย 6 ราย ในการต่อสู้ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน Mali ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเมื่อวันศุกร์ การจู่โจมดังกล่าวเกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากที่พวกหัวรุนแรงได้สังหารประชาชน 130 รายด้วยปืนและระเบิดในกรุงปารีสซึ่งรัฐอิสลามอ้างว่าเป็นผู้กระทำการดังกล่าว กลุ่มจิฮัดห์และกลุ่มอัลเคดาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อหน่วยคอมมานโดของ Mali บุกเข้าไปอาคารดังกล่าวและช่วยเหลือคนจำนวน 170 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทเพิ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์และของสัปดาห์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพ เทคโนโลยีและสินค้าเพื่อการบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นและนักลงทุนได้มองไกลเกินกว่าเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าแล้ว (Reuters)
• ประมาณการตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ครั้งที่ 2 จะประกาศในวันอังคาร ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์สำคัญของสัปดาห์ ครั้งแรกออกมาน่าผิดหวังที่ 1.5% แต่ข้อมูลล่าสุดนั้นดีขึ้นและคาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 2% ซึ่งหากไม่น้อยกว่านี้ก็น่าจะทำให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยใน ธ.ค. (Reuters)
• สัปดาห์ขอบคุณพระเจ้าในสัปดาห์นี้ปริมาณการซื้อขายไม่น่ามากเนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากใช้เวลาไปกับวันหยุดขอบคุณพระเจ้าทั้งสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินสหรัฐจะปิดในวันที่ 26 เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปปิดตลาดในรายสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ดีที่สุดในรอบเดือนโดยปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน ได้แรงหนุนหลักๆ จากความคาดหวังของนักลงทุนว่า ECB จะเพิ่มมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวถือว่าปรับตัวแย่กว่าตลาด โดยได้รับแรงกดดันจากมาตรการคุมเข้มจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ปารีส (Reuters)
• ตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนหลายๆ ตัวที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ เริ่มจากตัวเลข PMI เบื้องต้นในวันจันทร์ ตามด้วยตัวเลข GDP เยอรมนีในวันอังคาร และข้อมูลจาก IFO ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี (Reuters)
เอเชีย:
• จีนจะโปรโมทภาคการค้า, สุขภาพ, ท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ คณะรัฐบาลได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ รัฐบาลยังมีแผนขยายสินเชื่อบุคคลและพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านทางอินเตอร์เนต รวมถึงศึกษาค่าการจัดการบัตรเครดิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายดังกล่าว (Reuters)
• ตลาดการเงินญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้เนื่องในวัดหยุดขอบคุณผู้ใช้แรงงาน และจะเปิดทำการอีกครั้งในวันอังคาร (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาทองร่วงจากความเห็นจะขึ้นดอกเบี้ย ทองคำตลาดจรสหรัฐร่วง 4.29 ดอลลาร์ไปสู่ 1,077.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากแรงกดดันแก่โลหะมีค่าจากความเห็นว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยและผลต่อเนื่องที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น William Dudley ประธาน Fed สาขา New York ให้ความเห็นว่าเงินเฟ้อจะถึงเป้า 2% ในไม่ช้า สะท้อนว่าไม่จำเป็นจะต้องคงดอกเบี้ยต่ำอีกต่อไป (Reuters)
• ภาวะ Contangoในตลาดน้ำมัน จากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานล้นเกินกดดันน้ำมันในวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐลด 15 เซนต์ ปิดที่ 40.39 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ขึ้น 48 เซนต์ ปิดที่ 44.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เกิดภาวะ Contangoหรือฟิวเจอร์สสัญญาใกล้ถูกกว่าฟิวเจอร์สที่อยู่ห่างออกไปแตะระดับ 2.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างวัน มากสุดนับแต่ปี 54 สะท้อนความกังวลว่าระยะสั้นจะมีอุปทานล้นเกิน (Reuters)









