“เงินบาทกลับมาแข็งค่า ขณะที่ ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้น จากแรงซื้อหุ้นของกองทุนในประเทศ”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าช่วงท้ายสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ท่ามกลางสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ สอดคล้องกับแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาคภายหลังเหตุโจมตีกรุงปารีส ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับแรงหนุนจากความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงกลางเดือนธ.ค. อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 35.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรเงินดอลลาร์ฯ หลังจากที่บันทึกการประชุมของเฟด (เมื่อวันที่ 27-28 ต.ค.) ตอกย้ำโอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว
- สำหรับในวันศุกร์ (20 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 35.73 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (13 พ.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (23-27 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.70-36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ แรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงใกล้สิ้นเดือนของผู้ประกอบการ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนต.ค. ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการขั้นต้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และรายได้ส่วนบุคคลเดือนต.ค. รวมถึงข้อมูลจีดีพีไตรมาส 3/58 (ครั้งที่ 2) นอกจากนี้ นักลงทุนอาจจับตาข้อมูล PMI ของประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้น จากแรงซื้อหุ้นของกองทุนในประเทศ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,393.84 จุด เพิ่มขึ้น 0.82% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.37% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 35,366.62 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 589.69 จุด เพิ่มขึ้น 0.21% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นคืนในกลุ่มสื่อสาร และการเข้าซื้อของกองทุนในประเทศ ก่อนที่ดัชนีจะร่วงลงในวันพุธ จากความกังวลต่อสถานการณ์ก่อการร้ายในปารีส แต่ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวต่อในช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (23-27 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,405 และ 1,420 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,380 และ 1,360 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ มุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/58 (ครั้งที่ 2 ) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เครื่องชี้ภาคการบริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ได้แก่ การรายงานดัชนี PMI และเครื่องชี้ภาคการผลิตในยูโรโซน และญี่ปุ่น






