กำไรไตรมาส 3/58 สูงกว่าที่เราคาด แต่เป็นไปตามตลาดคาด
มากกว่าที่คาด
SPALI รายงานกำไรหลักที่ 1 พันล้านบาทไตรมาส 3/58 ลดลง 35% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6% QoQ กำไรดังกล่าวดีกว่าที่เราคาด 10% จากอัตรากำไรขั้นต้นที่มากกว่าคาด 0.8% ทั้งนี้กำไรไตรมาส 3/58 เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์
ประเด็นหลักผลประกอบการ
กำไรที่ปรับตัวลดลง YoY จากยอดขายที่อยู่อาศัยที่ลดลง (ลดลง 20% YoY ที่ 5 พันล้านบาท แบ่งเป็น 58% รายได้คอนโดและ 42% เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ) อัตรากำไรขั้นต้นของการขายที่อยู่อาศัยที่บางลง (จากฐานที่ค่อนข้างสูงประมาณ 44.3% ในไตรมาส 3/57 เป็น 38.8% ในไตรมาส 3/58 จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างต่ำสำหรับโครงการคอนโดเวลลิงตัน) การโอนคอนโดโครงการศุภาลัยพรีมา ริวา (เริ่มโอนในไตรมาส 2/58) ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากรอมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทั้งนี้กำไรที่ดีขึ้น QoQ หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.8% QoQ และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ลดลง 0.8% QoQ ซึ่งมากเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบด้านลบของยอดขายที่อยู่อาศัยที่หดตัว 8% QoQ โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิเพิ่มขึ้น QoQ จาก 0.8 เท่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย. เป็น 0.9 เท่า ณ สิ้นเดือนก.ย.
แนวโน้ม
คาดกำไรหลักไตรมาส 4/58 ไม่สามารถชนะฐานกำไรไตรมาส 4/57 ที่เป็นกำไรรายไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของประวัติการณ์ได้ที่ 1.6 พันล้านบาทได้ อย่างไรก็ตามบริษัทจะรายงานการเติบโตของกำไรแข็งแกร่ง QoQ จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่อยู่อาศัย จากการเลื่อนการโอนในไตรมาส 3/58 เป็นไตรมาส 4/58 โดยอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะขยายตัว QoQ ในไตรมาส 4/58 (กลับไปสู่ระดับปกติที่ 40%) จากส่วนแบ่งรายได้คอนโดเดอะเวลลิงตันที่มีอัตรากำไรที่ต่ำมาก ในไตรมาส 4/58 เริ่มน้อยลง ทั้งนี้บริษัทจะทำการโอนที่อยู่อาศัยที่เหลือของโครงการพรีมา ริวาและจะเริ่มโอนโครงการคอนโดศุภาลัยไลท์ สาทร-เจริญรัตน์ (มูลค่าโครงการ 2 พันล้านบาท จองเต็มแล้ว) ในไตรมาส 4/58
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
กำไรใน 9 เดือนแรกของปี 2558 คิดเป็น 67% ของประมาณการปี 2558 และ 64% ของประมาณการของตลาด และเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลงประมาณการของเรา ทังนี้เรามีมุมมองตรงกันข้ามกับตลาด โดยมองว่า รายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยในปี 2558 น่าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของบริษัทได้เพื่อที่จะผลักดันการเติบโรายได้ปี 2559 แทน โดยสมมติฐานของเราคาดการณ์รายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยเติบโต 11% ในปี 2558 ที่ 20 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่บริษัทและตลาดคาดไว้ที่ 22 พันล้านบาท ทั้งนี้เรามองว่าการโอนที่ล่าช้าจากไตรมาส 4/58 เป็นปี 2559 จะหนุนให้รายได้จากการขายที่อยู่อาศัยปี 2559 เติบโตได้ 11% เทียบกับมุมมองของบริษัทที่มองว่าการายได้ของบริษัทในปี 2559 จะเพียงทรงตัวเท่านั้น ทั้งนี้ยอดขายรอรับรู้รายได้ ณ สิ้นเดือนก.ย. ได้ประกันประมาณการรายได้ของเราสำหรับปี 2558 เต็มจำนวนแล้ว และคิดเป็น 49% ของประมาณการปี 2559
คำแนะนำ
เราคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 4/58 ที่น่าจะเติบโแข็งแกร่งในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี (เงินปันผลต่อหุ้นอย่างน้อย 0.5 บาท ในครึ่งหลังของปี 2558 หรืออัตราผลตอบแทนเบื้องต้น 2.6% และอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 5.3%) ผนวกกับหุ้นมีระดับการซื้อขายที่ PER ที่ถูกที่สุดในกลุ่มอสังหาฯที่เราให้คำแนะนำ โดยค่า PER ปี 2559 อยู่ที่เพียง 6.5 เท่า (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปี 2549-2557) ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ยังคงอยู่ที่ 21.5 บาท จาก PER เป้าหมายที่ 7.5 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-2557 อยู่ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) บริษัทมีความเสี่ยง 4-13% ต่อเป้าหมายยอดขายใหม่สำหรับปี 2558 ที่ 23 พันล้านบาท ทั้งนี้หากบริษัทสามารถส่งมอบยอดรับรู้รายได้ตามป้าหมายปี 2558 ที่ 22 พันล้านบาทได้ นั่นนับว่าเป็นข่าวดีที่ดีกว่าเราคาด








