เน้นเล่นสั้น เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ย่อลงอีกวัน
ตลาดไทยวันนี้มีโอกาสปรับลงอีกวัน โดยมีแรงกดดันจากความกังวลการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ดูจากตัวเลขส่งออกล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาด ประกอบกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า ก็ส่งผลให้เงินดอลล่าห์มีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อและราคาน้ำมันอ่อนแอในช่วงนี้ จึงส่งผลกดดัน SET Index โดยรวม แต่ก็เป็นโอกาสสะสมหุ้นหากดัชนีย่อลงต่ำกว่า 1400 จุด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่จะได้ประโยชน์จากการประมูล 4G
แนวรับ/แนวต้าน : 1380/1430 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
นักลงทุนระยะสั้น : SYNTEC (3.80), THCOM (47)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 3 จะดีต่อเนื่องมาจากงบไตรมาส 2 โดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
THCOM (47) ได้รับผลกระทบจากข่าว CEO ออกเลยเห็นราคาหุ้นรูดลงมาเรื่อยๆจาก 38 บาทเมื่อต้นปีลงมาเหลือบริเวณ 30 บาท แต่จริงๆแล้วพื้นฐานสำหรับตัวนี้ยังดีไม่เปลี่ยน ถ้าต่ำกว่า 30 บาท ทยอยเก็บสะสมได้เลยครับ รอไปเล็งขายอีกทีใกล้ๆ 40 บาท ได้ปัจจัยหนุนระยะยาวจาก
1. Earning ที่โตขึ้นเรื่อยๆ หนุนจาก THCOM7 ที่ utilization จะเต็ม 100% ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ส่วนปีหน้าก็จะรับรู้รายได้เต็มๆปี
2. THCOM8 ยิงสู่ท้องฟ้ากลางปี 59 และปลายปี 59 utilization จะโตเต็มใกล้ 100%
3. ปัจจุบันเป็นหุ้นที่มี upside สูงที่สุดในกลุ่มสื่อสาร
นักลงทุนระยะยาว : KCE (69), CK (32)
KCE (69) (1)กำลังปิดโรงงานลาดกระบังเก่า กำลังการผลิต 600,000 ตร.ฟุตต่อเดือนเพื่อย้ายไปโรงงานใหม่ ทำให้ save costs ได้ 30 ล้านบาทต่อไตรมาส เสร็จปลายปีนี้ เริ่มมีประโยชน์ชัดเจน ต้นปีหน้าโรงงานใหม่ Phasel เปิดแล้วเมื่อต้นปีคาดว่าปลายปีเต็ม มีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย เป็น Phase ที่มีอนาคตไกล (2)อุตสาหกรรม PCB ในรถยนต์ดี มีแนวโน้มเติบโตดีอยู่ โดย cost electronics ต่อรถยนต์มีแนวโน้มจะเพิ่มจาก 30% ไป 50% ภายในปี 2020 (3)โรงงาน phase 2 เต็มแล้ว ดีมานด์ชัดเจนต่อเนื่อง (4)โรงงานใหม่ phase 3 จะเปิด Q3 ปี 2016 (5)earnings Q2 นิวไฮ Q3 นิวไฮอีก มาร์จิ้นดี เพราะโรงงานใหม่ phase 1&2 ที่ลาดกระบังมีประสิทธิภาพดี (6)earnings CAGR 22% 3ปี ถึงปี 2017 สูงสุดในกลุ่ม electronics (7)จุดแข็งคือมี margin สูงสุดในโลก เมื่อเทียบกับผู้ผลิต PCB ทั้งหมด เพราะลด cost โดยการผลิต raw materials เช่น software & laminate เอง (8)P/E ปี 2016 12.7x อุตสาหกรรม 15x ถือว่า KCE ยังถูกอยู่
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปก ครั้งที่ 23 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคมนี้ โดยจะมีการหารือการผลักดันเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ให้มีความคืบหน้ามากขึ้น จากที่เริ่มหารือตั้งแต่ปี 2550 โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อต่อยอดความสำเร็จของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในภูมิภาคทั้งอาเซียน อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) คาดว่าจะนำเสนอผลการศึกษาได้ภายในปี 2559 หากเจรจาสำเร็จจะทำให้ FTAAP เป็นความตกลงการเปิดเสรีที่มีขอบเขตกว้างขวางและมีมาตรฐานสูงมาก
+ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงโครงการรถไฟฟ้าในเส้นทางต่างๆ ว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น ให้ รฟม. เร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายออกไปอีกทั้งช่วงเขียวเหนือ และเขียวใต้ โดยเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต นั้น ให้เร่งก่อสร้างต่อขยายออกไปอีก 4 สถานี ไปจนถึงลำลูกกาจากเดิม สิ้นสุดที่คูคต ส่วนช่วงใต้(แบริ่ง-สมุทรปราการ) ให้เร่งก่อสร้างต่อขยายออกไปจนถึงบางปูจากเดิมสิ้นสุดแค่สมุทรปราการ
+ นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงความคืบหน้าเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำและถนน วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาทว่า ขณะนี้สามารถเบิกจ่ายเงินได้แล้ว 2.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่ 3.5 หมื่นล้านบาท
+ ซูเปอร์บอร์ด สั่ง 5 รัฐวิสาหกิจ "บินไทย-รฟท.- ขสมก.-ทีโอที-กสท." ทำแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเร่งด่วน ภายในสิ้นพ.ย.นี้ หลังพบการ แก้ปัญหาล่าช้า ขีดเส้นต้องเห็นผลสิ้นปีนี้ นายกฯ สั่งประเมินผลใกล้ชิด มีบทลงโทษ "ใบเหลือง-ใบแดง" ย้ำหากยังล่าช้า ทั้ง"บอร์ดผู้บริหาร-พนักงาน"ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ด้าน"อาคม"แนะบินไทยผ่าโครงสร้างใหม่
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,730.48 จุด ลดลง 179.85 จุด หรือ -1.00%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) โดยตลาดได้รับแรงกดดันหลังจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับลดแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า และข้อมูลการค้าต่างประเทศของจีนที่อ่อนแรงลง
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 58.67 จุด หรือ 0.92% ที่ 6,295.16 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลง หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างมาก
+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 377.14 จุด หรือ 1.96% แตะที่ 19,642.74 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน
ต.ค.ที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อวันศุกร์ ซึ่งจุดกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นให้ดีดตัวขึ้นด้วย
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 42 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 43.87 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีรายงานว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.








