คาดกำไรปี 58 เติบโต 3% และเติบโตราว 13% ในปี 59
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
- กำไร 3Q58เติบโต 5%YoY แต่ลดลง 2%QoQ กำไร 9M58 เพิ่มขึ้น 3% : ในช่วง 3Q58 มีรายได้ราว 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%YoYแต่ลดลง 3%QoQและมีกำไรสุทธิ 803 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 5%YoYแต่ลดลง 2%QoQในช่วง 9M58 มีกำไรสุทธิ 2.4 พันล้านบาทเติบโตเพียง 3%แม้รายได้เติบโต 10% เนื่องจาก 1) สัดส่วนสินค้าเฮ้าส์
แบรนด์ที่ลดลงจากปีก่อนเหลือ 19.5% จากระดับ 20.5% ในปี 57 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 25.8% จาก 26.2% ใน 9M57 2) ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 11% เนื่องจากการเปิดสาขาเมกาโฮมและสาขาที่ประเทศมาเลเซีย 3) ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 24% จากการออกหุ้นกู้ 3,500 ล้านบาทใน 4Q57 กำไร 9M58 คิดเป็น 69% ของประมาณการทั้งปี
- คงประมาณการกำไรปี 58 ตามเดิมซึ่งเติบโต 3% และเติบโต 13% ในปี 59 : ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการรายได้ราว 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเติบโต 15% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดสาขาใหม่(4 ธ.ค.จะเปิดสาขาใหม่ที่อรัญประเทศเป็นสาขาสุดท้ายของปีนี้)กิจกรรมส่งเสริมการขายที่จัดต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีรวมทั้งงานHomepro Expo ระหว่าง 13 - 22 พ.ย. 58 ทำให้กำไรในช่วง 4Q58 มีแนวโน้มสูงสุดรายไตรมาสเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 58 ที่ราว 3.4 พันล้านบาทซึ่งเติบโตราว 3% และคาดการณ์กำไรสุทธิปี 59 จะเติบโตอีกราว 13% เป็น 3.85 พันล้านบาทจากที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นจากที่คาดว่าสาขาเมกาโฮมที่ปรับดีขึ้นเป็นลำดับจนล้างขาดทุนสะสมได้หมดและคาดรายได้เติบโตปีละราว 15%
- มีความระมัดระวังมากขึ้นในการเปิดสาขาใหม่ : จากสถานการณ์ล่าสุดที่ยอดขายในพื้นที่ต่างจังหวัดยังอ่อนแอเนื่องจากสินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำทำให้รายได้ลดกำลังซื้อลด แม้พื้นที่ขายในต่างจังหวัดมีสัดส่วน 70% ของพื้นที่ขายทั้งหมด แต่มีสัดส่วนรายได้ 60% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กทม.มีสัดส่วนพื้นที่ 30% ของพื้นที่ขายทั้งหมด มีสัดส่วนรายได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด ทำให้แผนการเปิดสาขาใหม่เน้นความระมัดระวัง พื้นที่ต่างจังหวัดที่จะเปิดสาขาใหม่จะเน้นเฉพาะชายแดน เขตอุตสาหกรรม และหัวเมืองหลัก ส่วนสาขาในมาเลเซียยังมีแผนจะเปิดเพิ่มจากสาขาแรกที่เปิดเมื่อต้นปี 58เนื่องจากต้องมีประมาณ 3 สาขาจึงจะเกิด economies of scale
- คงคำแนะนำ “ซื้อ”ปรับมาใช้ราคาเหมาะสม 8.80 บาท สำหรับปี 59 : ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการปรับปรุงบ้านเองและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จะกลับมาในอนาคตหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคตของบริษัทฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 59 ซึ่งProspect PER ที่ระดับ30 เท่าเท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม Commerceได้เท่ากับ 8.80 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าในอดีตซึ่งเคยมีประวัติซื้อขายที่ PER สูงถึง 36 เท่าในปี 55ราคาหุ้นที่ปรับลงราว 11% จากต้นปีทำให้มีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างต่ำฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำ“ซื้อ”






