แม้ธุรกิจได้รับผลกระทบบ้าง แต่กำไรสุทธิของ บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH ยังเติบโตขึ้น 10% ในไตรมาส 3 ปีนี้
และจากปัจจัยลบที่สิ้นสุดลงประกอบกับคนไข้ได้กลับเข้ามารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลขณะนี้ จึงคาดว่าผลประกอบการ BH จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่นี้ไปจนถึงปีหน้า
นอกจากนี้ ปัจจัยลบที่เกิดจาก Dilution ของราคาหุ้นที่ 16% ได้หมดไป จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น จาการที่เรา Roll Forward Valuation ออกไปเป็นปี 59 เราจึงได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น BH เป็น ซื้อ โดยมีราคาพื้นฐานที่ 250.00 บาท
3Q15 RESULTS ผลประกอบการ : กำไรสุทธิโตขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปีนี้ แม้สะดุดบ้างเล็กน้อย BH รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 3ปีนี้ ที่ 843 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% yoy ซึ่งใกล้เคียงกับที่เราประมาณการไว้แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 6%
สำหรับกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปีนี้ อยู่ที่ 2,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% yoy แม้ยอดขายของ BH ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 6% yoy อยู่ที่ 4,330 ล้านบาท แต่เป็นการเติบโตน้อยกว่า 2 ไตรมาส ก่อนที่อัตราการเติบโตอยู่ที่ 16-22% ทั้งๆ ที่ไตรมาส 3 เป็นช่วงไฮซีซั่น ทั้งนี้เนื่องจากยอดขายในไตรมาส 3/58 ได้รับผลกระทบชั่วคราวจากปัญหาไวรัส MERS ระบาดซึ่งพบผู้ป่วยติดเชื้อรายแรกของประเทศที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหม ซึ่งใกล้อยู่กับตัวโรงพยาบาลตรงสุขุมวิท
สาเหตุนี้ส่งผลให้จำนวนคนไข้ลดลง 5-6% yoy แม้ BH บันทึก one-time expense หลายรายการในไตรมาส 3/58 แต่ EBITDA ก็ยังอยู่ในระดับสูงที่ 30% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับในไตรมาส 3/57 เนื่องจาก BH มุ่งเน้นไปยังการรักษาเคสผู้ป่วยหนักซึ่งมี margin สูงและควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ รายได้จากเคสผู้ป่วยหนักของ BH มีการเพิ่มขึ้น 5-7% yoy ในไตรมาส 3/58 ขณะที่สัดส่วนรายได้จากคนไข้ต่างชาติและในประเทศอยู่ที่ 65:35 ไตรมาส 3
ผลกระทบในอนาคต : คาดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27% ในปีนี้ และ 18% ในปี 2559 จากการที่ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3 ปีนี้ได้จบลงแล้ว คาดว่ายอดขายของ BH จะกลับมาเติบโตในระดับปกติที่ 8% yoy อีกครั้งหนึ่งในไตรมาส 4 ปีนี้ และคาดว่ายอดขายของโรงพยาบาล จะขยายตัวมากขึ้นในปีหน้าหนุนจากความต้องการในการรักษาพยาบาลที่มากขึ้นและการที่ ร.พ. มุ่งเน้นไปยังการรักษาเคสผู้ป่วยเฉพาะทางมากขึ้น
ดังนั้น เราคาดว่ายอดขายของ BH จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องที่ 13% ในปีนี้และปีหน้ามาอยู่ที่ 17,613 ล้านบาทและ 19,916 ล้านบาทตามลำดับ และคาดกำไรสุทธิในปีนี้ และปี 2559 จะเพิ่มขึ้น 27% และ 18% yoy อยู่ที่ประมาณ 3,480 ล้านบาทและ 4,118 ล้านบาทตามลำดับ
ความกังวลเกี่ยวกับ Share Dilution ที่ 16% หมดไป : ผู้บริหารของ BH ตัดสินใจที่จะเลื่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนของหุ้นกู้แปลงสภาพ 2 ตัวมูลค่ารวม 550 ล้านออกไปอีก 10 ปี (หุ้นกู้แปลงสภาพจำนวน 5.5 ล้านหุ้นที่ราคาหุ้นละ 100 บาท) ซึ่งหมายความว่าวันครบกำหนดไถ่ถอนของหุ้นกู้แปลงสภาพทั้ง 2 ตัว ซึ่งควรจะเป็นเดือน ส.ค.2560 จะถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือน ส.ค.2570 แทน
อิงจาก conversion price ที่ 4 บาท/หุ้นและ exercise ratio ที่ 1 หุ้นกู้ : หุ้น 24.97 หุ้น ซึ่งจะได้จำนวนหุ้น BH ใหม่ที่ 137 ล้านหุ้น หากหุ้นกู้แปลงสภาพถูก exercise หรือ convert ซึ่งก็หมายความว่าจะเกิด dilution ที่ 16% กับผู้ถือหุ้น โดยเราคาดว่าผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งก็คือ ครอบครัวโสภณพานิช เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ BH ด้วย และเป็นเจ้าของธนาคารกรุงเทพฯ ในขณะนี้ จะเห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้บริหาร
ทั้งนี้ ครอบครัวโสภณพานิชก็ยังไม่มีแผนใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ในระยะใกล้ๆนี้ และคงจะลงมติเห็นชอบที่จะเลื่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนออกไปเหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อ 4 ปีก่อน ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลบวกกับราคาหุ้น
BH การปรับกำไรสุทธิหรือปัจจัยเสี่ยง : ปรับประมาณการ จากผลประกอบกับของ BH ที่สะดุดเล็กน้อยในไตรมาส 3 ปีนี้ เราจึงปรับลดประมาณการยอดขายและกำไรสุทธิในปีนี้ และปี 2559 ลง









