"สมคิด"หันเน้นปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างฐานแกร่ง ด้าน"ศุภวุฒิ"มองการเมืองชัดหนุนลงทุน ห่วงเศรษฐกิจจีนมีทิศทางที่ไม่ดี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวในงานสัมมนา "THAILAND 2016 อนาคตเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน" ว่า สิ่งที่รัฐบาลเน้นมากที่สุดในขณะนี้คือการทำพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแรง ต้องมีการขับเคลื่อนฐานรากกันเอง โดยรัฐบาลจะเน้นการจัดทำงบประมาณจากฐานแนวดิ่ง คือเน้นการพัฒนาจากฐานรากระดับหมู่บ้าน ตำบลมาสู่จังหวัด ผ่านการทำงานในรูปแบบของ กรอ. โดยให้ทางจังหวัดเสนอแผนงานมาว่าในแต่ละภูมิภาค ต้องการพัฒนาด้านใดบ้าง ขณะที่การทำจากแนวราบจะใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นแกนหลัก เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมาก และจะมีส่วนสำคัญทำให้ทราบว่าแต่ละหมู่บ้านต้องการอะไร ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเกษตร มีแผนการหาตลาดให้เกษตรกร
ด้านนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.ภัทร แสดงความเห็นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังเริ่มจะแผ่วลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการค้ำยันเศรษฐกิจไว้ไม่ว่าจะด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างในด้านต่างๆ
มองว่าการใช้นโยบายในลักษณะประชานิยม อาจยังต้องมีอยู่บ้างในบางกรณีที่มีความจำเป็น เช่น การช่วยเหลือชาวนา ชาวสวนยาง แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เข้าไปฝืนกลไกราคาตลาด เพราะหากทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างภาระและความเสี่ยงให้แก่รัฐบาลมากขึ้น และหากจำเป็นจะต้องใช้นโยบายประชานิยมก็จะต้องคำนึงถึงหลักสำคัญ 3 ข้อ คือ ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เวลาเหมาะสม และทำเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 59 นั้น นายศุภวุฒิ ประเมินว่า จะขยายตัวได้ 3.5% เติบโตขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.5% ขณะที่มองว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในปีหน้าจะฟื้นกลับมาขยายตัวได้ 3% จากในปีนี้ที่คาดว่าจะติดลบ 4.5-5% โดยมองว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทั้งด้านการค้า การลงทุนของไทย หากเศรษฐกิจจีนมีทิศทางที่ไม่ดี
นายศุภวุฒิ กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ด้านการเมืองที่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น นักลงทุนคงต้องถามตัวเองว่าภายใต้การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และภายใต้โครงสร้างการบริหารประเทศของรัฐบาลในปัจจุบันเช่นนี้ นักลงทุนมีความพอใจหรือไม่ เพราะหากพอใจแล้วก็จะทำให้ตัดสินใจเดินหน้าการลงทุนต่อไป แต่หากนักลงทุนอยากจะรอความชัดเจนจากรัฐธรรมนูญใหม่ การจัดสรรอำนาจใหม่ และรัฐบาลใหม่ ก็จะทำให้นักลงทุนรอดูสถานการณ์และชะลอการลงทุนไว้ก่อน
"นักลงทุนจะพูดเสมอว่าต้องการสิ่งที่คาดการณ์ได้ ซึ่งถ้าคาดการณ์ได้ก็ลงทุน แต่ถ้าคาดการณ์ไม่ได้ก็รอ ซึ่งหลายคนตอนนี้มองว่า รอดีกว่า หากมีความชัดเจน นักลงทุนก็จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้" นายศุภวุฒิ กล่าว
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เชื่อว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ เนื่องจากมีการการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น และการท่องเที่ยว ยังถือเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจ ส่วนการส่งออกเชื่อว่าคงไม่เลวร้ายไปกว่าปีนี้ ที่ถือว่าผิดไปจากคาดการณ์ และปีหน้ารัฐบาลก็พร้อมให้การสนับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้น และจะมีการเชื่อมโยงการลงทุนกับต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
ส่วนปัจจัยทางการเมือง นายปรเมธี กล่าวว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งจะมีการลงทุนหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับความคุ้มเคยต่อสถานการณ์และการประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอง แต่จากคำขอการส่งเสริมการลงทุนจากข้อมูลบีโอไอ ในช่วง ม.ค.ถึง ก.ย. พบว่ามีการลงทุนจริง 3 แสนล้านบาท และยังมีนักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
"มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะซึมยาว เพราะจากการที่ประสบปัญหาทางการเมือง จนทำให้จีดีพีอยู่ในระดับ 0.9% แต่ในช่วงเวลานี้จีดีพีปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งถือว่าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง"
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า ปัญหาในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง จึงทำให้แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ก็ไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะนโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ออกมาก็จะเป็นเพียงการแก้ปัญหาของประเทศในระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
ขณะที่นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ประเมินภาวะตลาดหุ้นไทยในปี 59 โดยคาดว่าจะมีกำไรต่อหุ้น (EPS) จะเติบโต 13% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 6% ขณะเดียวกันทิศทางตลาดหุ้นอาเซียนจะดีขึ้นคาด PE จะอยู่ที่ 13 เท่า จากในปีนี้อยู่ที่ 15 เท่า และมองว่าในระยะหลังมานี้ค่า PE ของแต่ละตลาดหุ้นในอาเซียน เริ่มปรับเข้ามาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นด้วย
สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ของตลาดหุ้นไทยในปีหน้าเชื่อว่าจะทำได้ดีกว่าปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 11%







