คาดผลประกอบการฟื้นตัวช่วง 2H58
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- 2H58 ผลประกอบการฟื้นตัวจาก 1H58 : 1H58 ผลประกอบการปรับตัวต่ำลง 14% YoY จากการที่ประเทศอินโดนีเซียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งส่งผลให้ค่าเงินอินโดนีเซียอ่อนค่าและส่งผลกระทบต่อยอดขายในส่วนนี้ราว 10% รวมถึงประเทศจีนที่มีปัญหาทางด้านผู้แทนจำหน่าย รวมถึงผลิตภัณฑ์เลียนแบบแบรนด์บริษัท ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายในช่วง High- Season ซึ่งสองประเทศนี้มีสัดส่วนการส่งออกสูงทำให้ได้รับผลกระทบมาก อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในช่วง 2H58 เป็นต้นไปจากการที่เปลี่ยนกลยุทธ์จาก Single distributor เป็น Multi Distributor และการทำขวดบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่มีการพิมพ์ “Import from Thailand” เพื่อสร้างความโดดเด่นจากสินค้าเลียนแบบ รวมถึงการซื้อขายกันด้วยเงินบาทโดยตรงกับทางอินโดนีเซีย อีกทั้งกำลังซื้อภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นจากช่วง 1H58 จึงทำให้ 2H58 มีแนวโน้มดีโดยฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิปี 58 ราว 399 ล้านบาทเติบโต 7.5% YoY
- ปี 59 คาดเติบโตก้าวกระโดดจากปี 58 : ในปี 59 เราคาดว่าโรงงานใหม่ที่ตั้งขึ้นในปี 58 ที่มีการผลิตราว 1.3 แสนตันต่อปีจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะหนุนให้ผลประกอบการบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริษัทได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบอย่างมากจากการที่โรงงานใหม่นี้ใช้เครื่องจักรกลเป็นหลักแทนคนงานรวมถึงการสูญเสียทรัพยากรระหว่างการผลิตที่น้อยลง นอกจากนี้การที่บริษัทหันมาผลิตขวดซึ่งอยู่ในช่วงที่ราคาวัตถุดิบที่นำมาผลิตมีแนวโน้มราคาที่ปรับตัวลงจึงทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ทางด้านต่างประเทศคาดว่าปัญหาที่พบในประเทศจีนและอินโดนีเซียในช่วง 1H58 จะไม่เกิดขึ้นในปี 59 และแนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังคงอ่อนตัวอย่างต่อเนื่องยังเป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลให้กำไรสุทธิปี 59 เติบโตหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าปัจจุบัน นอกจากนี้เรามองว่าการที่บริษัทขายสินค้าเน้นที่รสชาติและมีแบรนด์ที่โดดเด่นจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้สามารถสร้าง Brand-Loyalty ให้กับลูกค้าได้ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิราว 471 ล้านบาทในปี 59 เติบโตจากปี 58 ราว 18%
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 29.00 บาท : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองว่าบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและบริษัทยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างเด่นชัดในปี 59 จากการขยายการผลิตและการประหยัดต้นทุน ทั้งนี้มูลค่าเหมาะสมซึ่งประเมินจากวิธี PER ที่ 22 เท่าและ EPS ปี 58 ที่ 1.33 ได้เท่ากับ 29.00 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดปัจจุบัน ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำ “ซื้อ”








