คาดรายงานกำไรสุทธิ 3Q58 แม้ธุรกิจไฟฟ้ากำไรต่ำกว่าคาด
ประเด็นการลงทุน
- คาดรายงานกำไรสุทธิ 3Q58 ราว 149 ล้าบบาท +377%QoQ, +14%YoY : ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรไตรมาส 3 ลงเนื่องจาก 1) ธุรกิจถ่านหินมีปริมาณการผลิตลดลงที่อินโดนีเซียและจีน ขณะที่ออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนราคาขายถ่านหินยังทรงตัวใกล้เคียงไตรมาส 2 2) ธุรกิจไฟฟ้าสร้างกำไรได้ต่ำวกว่าที่คาดไว้จากโรงไฟฟ้าหงสาและโรงไฟฟ้า BLCP ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ประเมินไว้ นอกจากนี้คาดว่าจะมีผลขาดทุนสุทธิจากค่าเงินบาทและอนุพันธ์ทางการเงินอีกประมาณ 150 ล้านบาท
- ธุรกิจถ่านหินมีปริมาณขายและต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยยังทรงตัว : สถานการณ์การผลิตในแต่ละประเทศมีดังนี้ 1) อินโดนีเซียต้นทุนการผลิตลดลง 2 ดอลลาร์ต่อตันเหลือ 50 ดอลลาร์ต่อตันเนื่องจากมีการจำกัดบริเวณการขุดถ่านหินส่งผลให้ผลิตถ่านหินได้ลดลง ขณะที่ราคาขายยังทรงตัวที่ระดับ 57 ดอลลาร์ต่อตัน 2) ออสเตรเลีย ปริมาณขายปรับตัวขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.4 ล้านตันสู่ 3.4 ล้านตัน แม้ว่าจะไม่มีการขนย้ายอุปกรณ์ขุด (long wall) เหมือนในไตรมาส 2 แต่เหมือง Spring well ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้เนื่องจากอยู่ระหว่างต่อสัญญาการใช้พื้นที่กับภาครัฐ ขณะที่ต้นทุนการผลิตและราคาขายถ่านหินยังทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า 3) จีน ปริมาณการผลิตปรับตัวลงเนื่องจากภาครัฐมีการควบคุมมลพิษทำให้สามารถผลิตถ่านได้ลดลง ด้านราคาขายปรับตัวลงตามราคาตลาดโลก
- ธุรกิจไฟฟ้าสร้างกำไรต่ำกว่าคาด : 1) โรงไฟฟ้า BLCP ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตหลังจากที่มีการซ่อมบำรุงในช่วงครึ่งปีแรกส่งผลให้ BANPU รับรู้กำไรเหลือ 354 ล้านบาทจากที่คาดว่าจะมีกำไร 531 ล้านบาท 2) โรงไฟฟ้าจีนยังสร้างกำไรได้ทรงตัวที่ 172 ล้านบาท แต่โรงไฟฟ้าหงสายังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตอีกทั้งมีค่าใช้จ่ายมากกว่าที่ประเมินไว้ส่งผลให้ใน 3Q58 มีผลขาดทุน 318 ล้านบาท
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 30 บาท : หลังได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงลบต่อผลประกอบการทั้งไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เนื่องจากธุรกิจถ่านหินราคาขายยังทรงตัวในระดับต่ำ ธุรกิจไฟฟ้ายังมีค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเดินเครื่องการผลิตของโรงไฟฟ้าหงสาส่งผลให้ผลประกอบการทั้งปีมีผลขาดทุนกดดันกำไรปี 58 ฝ่ายวิจัยจึงปรับประมาณการกำไรปี 58 จาก 2,208 ล้านบาทสู่ 404 ล้านบาทและปี 59 จาก 3,472 ล้านบาทเหลือ 1,317 ล้านบาท ลดลง 82% และ 62% ตามลำดับ การประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PBV Ratio ด้วยค่า Prospective PBV ที่ 1.2 เท่าได้ราคาเหมาะสมปี 59 ที่ 30 บาท จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าราคาที่ประเมินได้ และคาดว่า BANPU จะได้ผลดีจากการนำ BANPU POWER (BPP) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพราะจะช่วยลดภาระเงินกู้และดอกเบี้ยจ่ายของ BANPU ในอนาคต







