ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี เผยดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอี - ธุรกิจ ไตรมาส 3/58 ปรับลดลง หลังกำลังซื้อหดตัว คาดไตรมาส 4/58 ดีขึ้น
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไตรมาส 3/2558 จากจำนวนผู้ประกอบการ 1,262 กิจการทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการลดลงเหลือ 34.2 จาก 38.7 ในไตรมาส 2/58 หรือลดลง 11.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่ารายได้ของธุรกิจลดลงกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยภาคที่ผู้ประกอบการให้ความเห็นว่ารายได้ของธุรกิจมีแนวโน้มลดลงค่อนข้างสูง คือ ภาคเหนือและภาคตะวันออก โดยช่วงที่ผ่านมาภาคเหนือต้องประสบปัญหาภัยแล้ง สร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตร ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ทำให้กำลังซื้อในพื้นที่ลดลง ส่วนภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมลดการผลิต การจ้างแรงงาน ซ่อมบำรุงและเลื่อนการลงทุนออกไป ทำให้เศรษฐกิจภาคตะวันออกชะลอตัวลง
"ผลสำรวจปัจจัยความกังวลผู้ประกอบการยังสะท้อนความกังวลเศรษฐกิจในประเทศ และกำลังซื้ออ่อนแอเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 63.9% สูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้่งแต่เริ่มสำรวจความเห็น ส่วนปัจจัยกังวลเป็นอันดับที่สอง คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการธุรกิจ และบริหารเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากยอดขายที่ชะลอตัวลง ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนั้นความกังวลเรื่องภัยธรรมชาติตามมาเป็นอันดับที่ 3 อยู่ที่ 8.9% เพิ่มขึ้นจาก 4.6% จากไตรมาสก่อนหน้า เพราะภัยแล้งกระทบกับภาคการเกษตรที่เป็นกำลังซื้อสำคัญในภูมิภาค"นายเบญจรงค์ กล่าว
สำหรับความเชื่อมั่นธุรกิจไตรมาส 3 พบว่าดัชนีอยู่ที่ 53.1 สูงกว่าระดับปกติที่ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นต่อธุรกิจปลายปีนี้่ แม้จะปรับตัวลดลง จาก 53.8% ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตามความเชื่้อมั่นในอนาคตเริ่มมีสัญญาณที่อ่อนแอลงในพื้นที่กทม. ปริมณฑล และภาคตะวันออก สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆ ที่เริ่มมีแนวโน้มความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB มีมุมมองว่าผลสำรวจไตรมาส 3 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เนื่องจากปีนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเจอปัญหากำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และการส่งออกชะลอตัวจากเศรษฐกิจคู่ค้า นอกจากนี้ จากการที่ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ตั้่งแต่ปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ทำให้หลายภูมิภาคเริ่มเกิดความเชื่อมั่นทางธุรกิจอีก 3 เดือนข้างหน้าดีขึ้น แต่ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งจึงเห็นผลมาตรการอย่างชัดเจน และยังคงต้องเฝ้าประเด็นความกังวลที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 59 เช่นปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และปัญหาส่งออกฟื้นตัวล่าช้า
"ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวที่คาดขยายตัวได้ดีในปีหน้า จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ แต่ผลดีก็กระจุกในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นความหวังที่จะพลิกฟื้นกำลังซื้อในประเทศ จึงต้องอาศัยการใช้จ่าย การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนขนาดของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเพียงพอจะฟื้นเศรษฐกิจในประเทศหรือไม่ต้องติดตามประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายและปัจจัยเสี่ยงที่อาจรุมเร้าเศรษฐกิจในปีหน้า"นายเบญจรงค์ กล่าว









