'พลังนิวเจน' เปลี่ยนโลกเกษตร

'พลังนิวเจน' เปลี่ยนโลกเกษตร

พวกเขาคือคนรุ่นใหม่ ที่เห็นปัญหาของเกษตรกรไทย แล้วอยากเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานั้น เลยใช้ความรู้และทักษะที่ติดตัวมาร่วมเปลี่ยนโลกการเกษตรยั่งยืน

ของชำร่วยงานแต่ง ในถุงผ้าดิบน่ารักน่าชัง ตัดเย็บอย่างดีด้วยฝีมือชุมชน ข้างในบรรจุข้าวกล้อง คือผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดจาก กิจการเพื่อสังคม “แฮปปี้ฟีล แฮปปี้ฟาร์ม” (Happy Field Happy Farm) หลังก่อนหน้านี้พวกเขาได้ส่ง “ข้าวกล้องเพาะงอกไร้มอด” งานวิจัยจากคลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตแพร่ เป็นสินค้าตัวแรกเปิดตลาดมาก่อนแล้ว

กิจการน้ำดีเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มี “อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ” เป็นตัวตั้งตัวตี เธอคือลูกหลานของชาวชุมชนตำบลน้ำชำ จังหวัดแพร่ ที่มีโอกาสเข้ามาร่ำเรียนในกรุงเทพ และไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก่อนกลับมาบ้านเกิดแล้วพบว่า สภาพหมู่บ้านที่เคยคุ้นตาในวัยเด็ก บัดนี้ได้เปลี่ยนจากธรรมชาติท้องไร่ท้องนา ไปเป็นโรงงาน และบ้านจัดสรรเสียมากแล้ว

เธอเลยเริ่มมาวิเคราะห์ปัญหา จนพบว่า เกษตรไทย ยังต้องเจอชะตากรรมซ้ำๆ ตั้งแต่ ผลผลิตตกต่ำ ถูกกดขี่ด้านราคา คุณภาพชีวิตของเกษตรกรย่ำแย่ ขณะคนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจอาชีพเกษตร เลยรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่มี “หวาน-พนิตนาฏ กาญจนาธิวัฒน์” ,“ก้อย-วราพร พิเชฐโชติ” และ “โน้ต-มารุต ลิ้มรวมทรัพย์” ร่วมกันก่อตั้ง แฮปปี้ฟีล แฮปปี้ฟาร์ม ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งพัฒนาและส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรในชุมชนตำบลน้ำชำ ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และมีอำนาจต่อรองทางการค้ากับตลาดทั้งใน และต่างประเทศ

“พวกเราเชื่อในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน (Sustainable Agriculture) ซึ่งเกษตรยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ แต่คือการทำเกษตรที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ โดยเกษตรกรต้องสามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และผลิตผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพจริงๆ”

แนวทางเกษตรยั่งยืน จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี หน้าที่ของพวกเขาก็แค่ หาทาง “เพิ่มมูลค่า” ให้ผลผลิตทางการเกษตรนั้น ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ และทำการตลาด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทย ให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน ทัดเทียมสินค้าทั่วไปในท้องตลาด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วย

ที่มาของการขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อย่าง สาธารณสุขจังหวัด มหาวิทยาลัย กรมการข้าว และหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมเผยแพร่ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยตลอดกระบวนการตั้งแต่ เพาะปลูก แปรรูป และสร้างภาพลักษณ์สินค้า พวกเขาดูแลให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

จากความร่วมมือเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ตัวแรก “ข้าวกล้องเพาะงอกไร้มอด” ที่นอกจากมีคุณภาพพร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค ยังพัฒนาให้ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐาน GMP และ อย.

“ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร ต้องทำให้ได้มาตรฐาน เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง”

พวกเขาบอกจุดยืนสำคัญ เพราะหวังขยายผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคซึ่งเป็น คนรุ่นใหม่ที่ใส่ในในสุขภาพ โดยจะนำส่งสินค้าไปตามร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ตลอดจนโรงพยาบาล และการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ facebook / HappyFieldHappyFarm เป็นต้น

จากจินตนาการที่อยากเปลี่ยนท้องนาให้กลับมามีความสุข พวกเขานำกิจการส่งเข้าประกวดในโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 5” (Banpu Champions for Change 5) จนติด 1 ใน 4 ทีมชนะเลิศ ได้เงินรางวัลมาสนับสนุนโครงการที่ 2 แสนบาท เลยได้เอามาต่อยอดความฝัน ทั้งจัดอบรมสมาชิกเกษตรกรรายย่อยให้มากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่นาที่มากขึ้น ตลอดจนนำไปพัฒนากระบวนการผลิต ให้มีคุณภาพ และทำเรื่องขอมาตรฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน

“ในอนาคตเราอยากเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชน โดยจะใช้โมเดลของตำบลน้ำชำ เป็นต้นแบบ ซึ่งถ้าซัคเซส ก็จะขยายผลไปที่ผลิตตัวอื่น หรือ ชุมชนอื่นๆ ต่อไปด้วย” พวกเขาบอกเป้าหมาย

จะดีแค่ไหนถ้าจากนี้ไปเราจะมีเว็บไซต์ออนไลน์ที่ขายสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ อารมณ์ขายดีดอทคอมของเกษตรกรไทย เรื่องจริงไม่มโนเกิดขึ้นแล้ว กับ “GetKaset” ตลาดเกษตรแนวใหม่ ที่มี “อู๋-สรวิศ เอี่ยมธนปกณ์”, “พุทธิ ออรุ่งโรจน์กุล” และ “แนนนะ-ธันยธร จรรยาวรลักษณ์” คนวัย 22 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “เก็ตเกษตร” ได้สร้างสรรค์ขึ้น

พวกเขาเปิดเว็บไซต์เก็ตเกษตร (http://getkaset.com) เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรกรได้ไปประกาศขายสินค้าเกษตรกันแบบฟรีๆ ขณะที่ผู้ซื้อก็สามารถเข้ามาติดต่อซื้อสินค้าจากชาวสวนได้โดยตรง เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม และผลผลิตที่สดใหม่จากในสวน เป็นการตัดวงจรการตลาดที่ซับซ้อน เลยได้ช่วยทั้งเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้บริโภค ก็จะได้ของดี ในราคายุติธรรม

โดยเว็บไซต์ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีระบบการค้นหาและคัดกรองหมวดหมู่สินค้าที่ สะดวก รวดเร็ว สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าแต่ละชนิดในตลาดได้ ทั้งเป็นแหล่งกระจายข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เป็นแหล่งความรู้ใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ ให้กับเกษตรกร รวมทั้งเป็น “ชุมชนออนไลน์” ของเกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย

ใครว่าเทคโนโลยีจะห่างไกลเกษตรกรไทย น้องๆ บอกเราว่า จากการลงไปสำรวจพบว่า เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีกันมากขึ้น มีโทรศัพท์มือถือใช้ และเริ่มใช้โซเชียลมีเดียเป็นกันแล้ว ขณะที่บางคนตื่นเช้ามา ก็เริ่มถ่ายรูปไร่ของตัวเองแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก นี่คือสัญญาณดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย ในการใช้เทคโนโลยี มาสร้างโอกาสให้อาชีพเกษตร

“เราเริ่มออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้ามาใช้ได้ ในนี้ก็จะขายสินค้าทางการเกษตรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูป เครื่องมือเกษตร หรือแม้แต่ เมล็ดพันธุ์ ก็สามารถมาประกาศขายในเว็บของเราได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”

พวกเขาวางตัวเป็นเหมือนตลาดกลางของเกษตรกร และคนที่สนใจสินค้าเกษตร เป็นตัวเชื่อมให้คนสองฝ่ายได้มาเจอกัน โดยที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขาย ตั้งราคา หรือนำส่งสินค้าให้ แต่ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเกษตรกรที่จะตกลงกับผู้ซื้อโดยตรง

หลังเริ่มเปิดให้บริการ เรียกว่าทดลองใช้ไปพร้อมกับปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดีขึ้น พบว่า มีเกษตรกรสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วเกือบ 200 ราย จากผู้ใช้จริงกว่า 2 พันราย ขณะที่ยอดผู้ใช้งานยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพวกเขาตั้งเป้าว่า ภายใน 2 ปี จะมีผู้ใช้งานแตะที่หลักล้านคนได้ ซึ่งนั่นหมายถึงจะช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรไทยได้อีกมากนับจากนี้

เก็ตเกษตร ติด 1 ใน 10 โครงการ พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 5 ได้เงินรางวัลมาสนับสนุนโครงการที่ 5 หมื่นบาท พวกเขานำเงินทุนไปพัฒนาเว็บไซต์ ตลอดจนทดสอบการทำตลาด เพื่อโปรโมทให้คนเข้ามาใช้งานกันมากขึ้น

ซึ่งในอนาคตเขาเชื่อว่า เมื่อเกษตรกรสามารถใช้งานได้คล่องขึ้น และผู้บริโภคมีความมั่นใจขึ้น อาจพัฒนาไปถึงขั้น จ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ได้เลยก็ได้

ทั้งสามคนเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้ทักษะความรู้ซึ่งแต่ละคนมี ไม่ว่าจะการเป็น นักเศรษฐศาสตร์ นักบัญชี และโปรแกรมเมอร์ ที่ร่ำเรียนมา บวกการเป็นนักกิจกรรมที่ชอบลงไปทำเพื่อสังคม มาปลุกปั้นกิจการน้ำดีให้แจ้งเกิด
ขณะที่ปัจจุบันพวกเขายังทำงานประจำเป็นหลัก แต่เลือกที่จะแบ่งเวลา มาทำเพื่อสังคมด้วย

“ก็รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาสังคมไทย”

พวกเขาบอกผลตอบแทนจากการลงมาทำเพื่อสังคม ไว้ที่คำสั้นๆ แค่ “ดีใจ”

แต่แค่นั้นก็คงแทนความรู้สึกที่มีได้หมดแล้ว และเกษตรกรไทยก็คง “ดีใจ” ไปไม่แพ้พวกเขา