วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเตรียมออกแผนส่งเสริมการลงทุนเพิ่ม

"อภิศักดิ์" รมว.คลัง เตรียมออกแผนส่งเสริมการลงทุนเพิ่มภายใน 2 สัปดาห์ เน้นลดภาษีให้ผู้ประกอบการ คาดแผนกระตุ้นศก.ระยะยาวเสร็จช่วงสิ้นเดือนพ.ย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ นโยบายของกระทรวงการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทย จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ว่า ภายใน 2 สัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนออกมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มเช่นเดียวกับการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นมาตรการทางด้านภาษี ของผู้ที่จะต้องการลงทุน เช่น สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ รถยนต์เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ เป็นต้น

"หลังจากนี้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นกลุ่มๆ รัฐบาลเองพยายามที่จะเน้นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือ หาอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้ มีคณะกรรมการที่ดูแลและ กำลังดำเนินการศึกษาอยู่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสิ้นเดือน พ.ย. นี้ โดยมองว่า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น"นายอภิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า จะเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพื่อให้รัฐบาลหาแนวทางในการช่วยเหลือ และลดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้การลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ในระยะต่อไป รัฐบาลจะเน้นในเรื่องของการดูแลธุรกิจตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง การขอใบอนุญาตให้มีความรวดเร็ว ปรับปรุงให้ง่ายขึ้น อำนวยความสะดวกในเรื่องของภาษี เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกและคล่องตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกำ ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว และมีการปรับรายละเอียดด้วย ซึ่งการดำเนินการดัวกล่าว จะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกและสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะผลักดัน ในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ซึ่งประกอบด้วย การชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย และการทำบัญชีเดียวของเอสเอ็มอี เพื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ทำบัญชีไม่ถูกต้อง เข้ามาทำให้ถูกต้อง

ส่วนกรณีที่ภาคธุรกิจมีความกังวลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น ขอยืนยันว่าจะดูแลเรื่องนี้โดยจะไม่มีการตรวจย้อนหลัง แต่จะไม่นิรโทษกรรมแน่นอน แต่ทั้งนี้ หากในระยะต่อไปกลุ่มเอสเอ็มอียังดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจมีการเรียกเก็บย้อนหลังได้ ทั้งนี้มองว่า การทำบัญชีเดียวนั้น จะส่งผลให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น