เศรษฐกิจไทยปี 2559 ขยายตัวเพิ่มขึ้น...แต่ยังต่ำกว่าเฉลี่ยของภูมิภาค
การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.6-3.7% ในปี 2559 อาจไม่ได้เป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะจากตัวเลขประมาณการของ DBS Group Research เห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่ 4.6% (ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงสุดในเอเชีย คือ อินเดียที่ +8% ในปี 2559 และต่ำสุดคือ สิงคโปร์ที่ +2.1% ส่วนประเทศใน TIP พบว่า ฟิลิปปินส์ +6.1% อินโดนีเซีย +5.2% และไทย +3.7%)
อย่างไรก็ตาม อาจมี Fund Flow เข้ามาเก็งกำไร/ลงทุนในบางกลุ่มที่เป็น Key Growth ของเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ (หุ้นเด่น CK, STEC, UNIQ) กลุ่มท่องเที่ยว (หุ้นเด่น AOT, CENTEL, MINT) กลุ่มสื่อสาร&โทรคมนาคมและวางระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (หุ้นเด่น INTUCH, SAMTEL) เป็นต้น
สำหรับกลุ่มพลังงาน มองว่าระยะสั้นยังไม่มี Catalyst แต่ราคาหุ้นก็ปรับลงมารับปัจจัยลบเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว โดยเฉพาะ PTTEP ซึ่งเราเห็นว่า ณ ราคาปัจจุบันที่ 70 บาทต้นๆ มี Valuation ที่น่าสนใจทีเดียว โดยซื้อขายที่ P/BV ปี 58-59 ต่ำเพียง 0.8 และ 0.7 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.6 และ 1.5 เท่า ตามลำดับ ขณะเดียวกันมูลค่าหุ้นที่เราประเมินทั้งแบบ Net Asset Value Approach และ Liquidation Approach โดยใช้สมมติฐานที่ค่อนข้าง Conservative ทั้งในแง่ของราคาน้ำมันดิบระยะยาวและการสมมติให้สินทรัพย์และเงินลงทุนบางรายการมีการด้อยค่าลงจากปัจจุบันไปอีก เช่น โครงการมอนทารา, โครงการแคนาดาออยแซนด์ เป็นต้น ซึ่งพบว่ามูลค่าหุ้น PTTEP ยังอยู่ที่ 95+/- บาท/หุ้น ซึ่งใกล้เคียงกับราคาพื้นฐานที่เราให้ไว้ในปัจจุบันที่ 100 บาท/หุ้น จึงแนะนำทยอยซื้อสะสมเพื่อลงทุนระยะยาวใน PTTEP
กลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่คาดว่าจะมีกำไรเติบโตสูงในปี 2559 ก็น่าสนใจ โดยกลุ่มที่เรามองไว้เป็น พลังงานทางเลือก (หุ้นเด่น GUNKUL, EA) ทีวีดิจิทัล (หุ้นเด่น RS, WORK) โดยธุรกิจมาจากฐานกำไรที่ต่ำ/หรือขาดทุนในปี 2557-2558 กลุ่มวางระบบสื่อสาร & โทรคมนาคม (หุ้นเด่น SAMTEL) ซึ่งเพิ่งจะมีเปิดประมูลงานมากขึ้นในช่วง 2H58 เป็นต้นมา และหลังประมูลใบอนุญาต 4G เสร็จ คาดว่าจะมีการลงทุนในระบบอีกมาก (กสทช.ประเมินมูลค่าเงินลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ 4G ที่ไม่รวมค่าใบอนุญาตไว้สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท)









