วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (26 ต.ค.58)

นโยบายธนาคารกลางช่วยหนุนตลาด

เราคาดตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวสูงขึ้นวันนี้ ตามตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังจากที่ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยนนโยบายและอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายของธนาคารลงเมื่อวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายที่มากขึ้นของธนาคารกลางยุโรป นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากข้อมูล PMI ของสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่นที่ล้วนรายงานออกมาในเชิงบวก สำหรับปัจจัยในประเทศยังไม่มีประเด็นสำคัญเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามความคืบหน้าล่าสุดเรื่อง RECP น่าจะช่วยกลบความกังวลที่ไทยไม่ได้รับประโยชน์จาก TPP ได้ส่วนหนึ่ง

หุ้นเด่นวันนี้: GUNKUL (ราคาปิด 23.70 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS ปี 58 32.30 บาท; ราคาเป้าหมาย Bloomberg ปี 58 27.54 บาท)

เราเลือก GUNKUL เป็นหุ้นเด่นในวันนี้จากปัจจัยหนุนระยะสั้นจากผลประกอบการงวด 3Q58 ที่คาดจะออกมาโดดเด่น ขณะที่มุมมองในระยะยาวยังคงแข็งแกร่งเช่นเดิม โดยเราคาดกำไรสุทธิงวด 3Q58 ไว้ที่ราว 300 ล้านบาท สูงกว่ากำไรทั้งงวดในช่วงครึ่งปีแรกที่ 223 ล้านบาท หนุนจากการรับรู้รายได้งานรับเหมาก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ RNS กำลังการผลิต 87 เมกะวัตต์ (GUNKUL ถือหุ้น 67%) ตลอดในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเราได้รวมประเด็นดังกล่าวไว้ในประมาณการแล้ว และกำไรจะแข็งแกร่งต่อเนื่องในงวด 4Q15 โดยรวมแล้วผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลังจะผลักดันให้กำไรสุทธิทั้งปี 2558 เติบโต 49% YoY มาอยู่ที่ 813 ลบ. ขณะที่ในระยะยาวยังคงเห็นการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยคาดจะเห็น Fully diluted EPS เติบโตแรงถึง 40.5% ในช่วงปี 2558-61 ขับเคลื่อนโดยการทยอยผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกำลังการผลิตรวม 322 เมกะวัตต์ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาและก่อสร้างโครงการ ถึงแม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะคิดเป็น Forward PER ปีนี้จะสูงอยู่ที่ 37.4 เท่า แต่คิดเป็น PEG ที่ 0.9 เท่า ซึ่งถือว่าราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นอยู่ นอกจากนี้ Forward PER จะทยอยลดลงเหลือเพียง 14.5 เท่าในปี 2560 และ 12.3 เท่า ในปี 2561 ซึ่งเป็นปีแรกที่โครงการโรงไฟฟ้าตามแผนทั้งหมดจะผลิตไฟฟ้าพร้อมกันอย่างเต็มที่ ขณะที่หลังจากนี้ไปยังมีโอกาสการเติบโตในธุรกิจพลังงานสีเขียวให้ GUNKUL ได้แสวงหาอีกมาก ในส่วนของ Price Pattern ของ GUNKUL คาดว่ายังคงมีความแข็งแกร่งในการปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือเป้าหมายเบื้องต้นที่ 23.50 บาทไปได้ และเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ GUNKUL คาดว่าตราบใดที่ GUNKUL ยังสามารถปิดตลาดเหนือ 23.50 บาท ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสที่ GUNKUL จะปรับตัวขึ้นต่อไปเพื่อไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 25 บาท และเป้าหมายสำคัญที่ 26.25 บาท ตามลำดับ (แนวต้าน: 24.00, 24.40, 24.80; แนวรับ: 23.30, 22.90, 22.50)
 

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ: 

• สมาชิก RCEP ปลอดภาษีก.พาณิชย์เผยว่า 16 ประเทศในกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ได้ตกลงร่วมกันในการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าเป็นสัดส่วน 65% การส่งออกของไทยไปประเทศในกลุ่ม RCEP นั้นมีมูลค่าราว 1.27 แสน ลบ. หรือราว 56% ของมูลค่าส่งออกในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าราว 1.33 แสน ลบ.หรือ 58% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด (The Nation) ความเห็น: การเป็นสมาชิก RCEP น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบจากการไม่เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP)

• ทีโอทีเตรียมเปิดตัว 4Gบมจ.ทีโอทีเตรียมให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 4G ภายในกลางปี 59 ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ชดเชยรายได้ที่หายไปจากรายได้สัมปทาน ทั้งนี้ทีโอทีได้เลือกผู้เข้าชิงการเป็นพันธมิตรสองรายเพื่อเจรจาขั้นสุดท้ายก่อนร่วมกันทำธุรกิจ (Bangkok Post)

• ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ เปลี่ยนกลยุทธ์ แผนของรัฐบาลที่จะกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้วได้ผลักดันให้ผู้พัฒนาฯ หันไปเน้นโครงการที่พร้อมอยู่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้จำนวนยูนิตคอนโดใหม่ๆลดลงถึง 15% เทียบปีก่อนเป็น 6.7-7 หมื่นยูนิตจากเดิม 7.5-8 หมื่นยูนิต (Bangkok Post)

• E-payment ใกล้เข้ามาโมเดลแรกของโครงการชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ระดับประเทศเตรียมใช้งานในเดือนหน้า ทำให้ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนจ่ายซื้อสินค้าและบริการมูลค่าขั้นต่ำ 20 บาทได้ สมาคมธนาคารไทยได้ระบุว่า e-payment จะทำให้ประเทศสามารถประหยัด 1 แสน ลบ.หรือ 1% ของ GDP สำหรับธุรกรรมเงินสด (Bangkok Post)

• 4 บริษัทยื่นเอกสารประมูลคลื่น 900 MHz 4Gได้แก่ AWN, DTAC Trinet, TrueMove H Universal Communication และ Jas Mobile Broadband ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ADVANC, DTAC, TRUE และ JAS ตามลำดับ (Bangkok Post)

• PTTEP(72.75 บ, ราคาเป้าหมายปี 59 79.20 บ.) รายงานผลขาดทุนสุทธิงวด 3Q15 ที่ 4.62 หมื่นลบ. พลิกจากกำไรสุทธิงวด 2Q15 ก่อนหน้าที่ 1.3 พันลบ. และกำไรสุทธิ1.53 หมื่นลบ. ในงวด 3Q57 โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์จำนวนมาก ผลประกอบการออกมาแย่กว่าที่เราคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 309 ลบ. และแย่กว่า Bloomberg consensus ที่ประเมินผลขาดทุนสุทธิไว้ที่ 1.48 หมื่นลบ. (SET)ความเห็น: เราปรับลดกำไรสุทธิปีนี้และราคาเป้าหมายลง และยังคงคำแนะนำเพียง ถือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็มวันนี้

ต่างประเทศ:

• จีนปรับลดอัตราดอกเบี้ย จีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้เมื่อวันศุกร์โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะ 1 ปี 0.25% อยู่ที่ 4.35% ลดอัตราเงินสำรองของธนาคารใหญ่ลง 0.50% อยู่ที่ 17.5% (Reuters)

• ความเห็นจากผู้ว่าธนาคารกลางยุโรป นายมาริโอ ดรากิ ผู้ว่าธนาคารกลางยุโรปกล่าวเมื่อวันพฤหัสว่าธนาคารกลางฯ พร้อมจะปรับ “ขนาด, องค์ประกอบ และระยะเวลา” สำหรับมาตรการ QE อีซีบียังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นประวัติกาล (Reuters)

• นักลงทุนทั่วโลกถอยจากการลงทุนในพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำไรในหุ้นลดความน่าดึงดูดใจในพันธบัตรที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนในพันธบัตรทั่วโลกถอยจากการลงทุนในพันธบัตรของสหรัฐและเยอรมนี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาเพิ่มสามารถช่วยให้การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น กระตุ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐและเยอรมันสูงขึ้น ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลง 17/32 และให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.091% (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทปิดเพิ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงบ. ไมโครซอฟท์ อะเมซอน และเฟซบุ๊ค ดันให้ตลาดขึ้นต่อเป็นวันที่สอง ส่วนหุ้นในกลุ่มเฮ้ลท์แคร์ดีดกลับจากที่ร่วงลงก่อนหน้านี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดฝันของจีนเพิ่มแนวโน้มทางบวกให้กับตลาดหุ้นสหรัฐ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/58 โดยรวมดีขึ้นจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง กำไรของบริษัทไตรมาส 3/58 ที่ใช้คำนวณดัชนี S&P500 ในตอนนี้คาดว่าจะลดลงกว่า 2.8% เทียบกับการคาดการณ์ในช่วงต้นของฤดูการประกาศผลประกอบการว่าจะลดลง 4.9% จากข้อมูลของทอมสัน รอยเตอร์ส (Reuters)

• ดัวเลขดัชนี PMI สหรัฐในเดือนต.ค. ดีกว่าที่คาดไว้ การเติบโตของภาคการผลิตสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดในเดือนต.ค. ข้อมูลจาก Markitรายงานเมื่อวันศุกร์ว่าดัชนีภาคการผลิตสหรัฐเบื้องต้นกระโดดขึ้นอยู่ที่ 54.0 จุด จาก 53.1 จุดในเดือนก.ย. และ 53.0 จุดในเดือนส.ค. ตัวเลขที่มีค่าเกินกว่า 50 หมายถึงว่าภาคการผลิตมีการขยายตัว นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีดังกล่าวจะอยู่ที่ 52.8 ในเดือนต.ค. (Reuters)


ยุโรป:

• ดัชนีหุ้นในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อวันศุกร์ จากหุ้นที่ถูกขับเคลื่อนจากการส่งออกเช่นกลุ่มยานยนต์เป็นตัวนำตลาดในขณะที่จีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดฝันเพียง 1 วันหลังจากธนาคารกลางยุโรปได้ส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม (Reuters)

• กิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดในเดือนต.ค. ดัชนี Composite Flash PMI ของ Markitอยู่ที่ระดับ 54.0 จุดในเดือนนี้ เพิ่มขึ้นจาก 53.6 ในเดือนก.ย. และมากกว่าที่คาดการณ์จากผลสำรวจของรอยเตอร์สซึ่งคาดว่าดัชนีจะลดลงอยู่ที่ 53.4 จุด ดัชนีดังกล่าวอยู่เหนือระดับ 50 จุดซึ่งตั้งแต่ ก.ค. 56 (Reuters)

เอเชีย:

• กิจกรรมภาคการผลิตญี่ปุ่นขยายตัวอย่างไม่คาดฝันในเดือนต.ค. อยู่ในระดับที่มากที่สุดในช่วง 19 เดือน เนื่องจากยอดการสั่งซื้อในประเทศและยอดการส่งออกเพิ่มขึ้น จากผลสำรวจทางธุรกิจเบื้องต้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี Flash Manufacturing PMI ของญี่ปุ่นโดย Markit/Nikkei เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.5 จุดในเดือนต.ค. เทียบกับตัวเลขล่าสุดของเดือนก.ย. อยู่ที่ 51.0 จุด ซึ่งลดลงจากเดือนส.ค. เนื่องจากยอดสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกหดตัว ดัชนีดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่า 50 จุดเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน (Reuters)

• จีนไม่เคยกล่าวว่าเศรษฐกิจต้องโต 7% ในปีนี้อย่างแน่นอน นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวเมื่อช่วงสายของวันเสาร์ และกล่าวเพิ่มอีกว่าเขามีความเชื่อมั่นในความสามารถของประเทศที่จะเอาชนะปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่วนธนาคารกลางจีนกล่าวว่าธนาคารฯ มีความมั่นใจว่าจีนจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 6-7% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า (Reuters)

• IMF เตรียมให้เงินหยวนจีนเข้าสู่ตะกร้าค่าเงินอ้างอิงสำหรับผู้ให้กู้ยืม โดยคณะกรรมการบริการ IMF จะตัดสินในเดือน พ.ย. ในการผลักดันเงินหยวนให้เทียบเท่าดอลลาร์ เยน ยูโรและปอนด์ นับเป็นแผนกลยุทธ์ของจีนในการลดการพึ่งพิงดอลลาร์และแสดงถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ทองปรับลงเล็กน้อยวันศุกร์ เนื่องจากดอลลาร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือนและหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้นหลังจีนผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นรอบที่ 6 สำหรับปีนี้ ทำให้กลับมาคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ ทองคำตลาดจรลบ 0.03% มาอยู่ที่ 1,166.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำล่วงหน้าลดลง 0.3% อยู่ที่ 1,162.8 ดอลลาร์ (Reuters)

• น้ำมันร่วงวันศุกร์หักล้างการบวกในช่วงเริ่มต้นหลังผู้ค้าเมินเฉยกับการลดดอกเบี้ยของจีนแต่สนใจการเพิ่มขึ้นของค่าเงินดอลลาร์และการอ่อนแอของราคาน้ำมันดิบสหรัฐที่ถูกกระทบจากอุปทานล้นเกิน Brent ลบ 9 เซนต์หรือ 0.2% ปิดที่ 47.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล WTI ลง 78 เซนต์หรือ 1.7% ปิดที่ 44.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังแตะจุดต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์ที่ 44.20 ดอลลาร์ (Reuters)